‘ทรู’ ระดมทีมเสริมแกร่งโครงข่ายภาคเหนือทั้งมือถือ-เน็ตบ้าน รับมือวิกฤตไฟป่า-PM2.5
วันนี้ (23 เม.ย.69) ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศเดินหน้ายกระดับมาตรฐานโครงข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านไฟเบอร์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงมีความรุนแรง มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารให้พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์วิกฤต
ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในช่วงวันที่ 1-10 เมษายน 2569 ระบุว่าพบพื้นที่เผาไหม้ในจังหวัดเชียงใหม่สูงถึง 319,192 ไร่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน 243,318 ไร่ ซึ่งความร้อนและไฟป่าไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อสถานีฐาน อุปกรณ์ภาคสนาม และสายไฟเบอร์ออฟติก นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังเชิงรุกและการบริหารโครงข่ายอย่างรัดกุม เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการ 5G และ 4G ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาฉุกเฉิน
เพื่อป้องกันความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวน ทรูได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประจำสถานีฐานให้เป็นตู้แบบปิดสนิทและใช้ระบบระบายความร้อนแบบปิด เพื่อลดการสะสมของฝุ่นควันและเขม่าที่อาจกัดกร่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งปรับปรุงเส้นทางสายไฟเบอร์ออฟติกหลักในภาคเหนือแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อลดความเสี่ยงจากแนวสายระดับใกล้พื้นดิน รวมถึงการออกแบบเส้นทางไฟเบอร์ให้หลากหลายและใช้วัสดุที่ทนทานต่อความร้อนและรังสี UV
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เสริมมาตรการเชิงรุกด้วยการติดตั้งระบบไมโครเวฟส่งข้อมูลไร้สายแบบจุดต่อจุดเป็นเส้นทางสำรองในพื้นที่วิกฤต พร้อมประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในการอัปเกรดเส้นทางไฟเบอร์สำรองบนเสาไฟฟ้า ตลอดจนการออกแบบเส้นทางใหม่ตามแนวรถไฟในจังหวัดแพร่ น่าน และลำปาง เพื่อหลีกเลี่ยงแนวไฟป่า
ในด้านการบำรุงรักษา ทรูได้เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบเชิงป้องกันเป็นทุก 6 เดือน พร้อมกระจายโหลดอุปกรณ์เพื่อลดการสะสมความร้อนในสถานีฐาน นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งแบตเตอรี่สำรองฉุกเฉินที่สามารถรองรับไฟฟ้าดับได้นาน 2-4 ชั่วโมง และเพิ่มจำนวนทีมช่างในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดูแลให้การสื่อสารในภาคเหนือดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด












