นายกฯ เปิดงาน OTOP Midyear 2026 ชูผ้าไทยสร้างแบรนด์ไทยแลนด์
นายกฯ เปิดงาน OTOP Midyear 2026 ชูผ้าไทยสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ มั่นใจเศรษฐกิจ – ภาพลักษณ์ประเทศกำลังดีขึ้น ย้ำ “Made in Thailand” คือคุณค่าและความภาคภูมิใจของคนไทย พร้อมเชิญชวนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ
วันนี้ (22 มิ.ย. 69) เวลา 15.00 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน OTOP Midyear 2026 โดยมีรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานว่า ทุกครั้งที่มีงานโอท็อปตนจะเห็นถึงความดีใจปลื้มใจของประชาชนคนไทยที่ได้มาร่วมกันเห็นพัฒนาการของสินค้าไทยจากฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งได้มาในช่วงนี้จะยิ่งรู้สึกดีมาก เพราะช่วงนี้เราได้มีการเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในนามของรัฐบาลซึ่งมีการพูดถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่างๆ การได้กลับมาสัมผัสผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มาจากวิถีชุมชนและวัฒนธรรมไทยทำให้เราไม่ลืมรากเหง้าของตัวเองและมีชีวิตชีวากับสิ่งที่ใกล้ตัวและจับต้องได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงนี้ในประเทศไทยคำว่าผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เริ่มติดปากคนไทยแล้ว ถือว่ามีกระแสนิยมผ้าไทยเกิดขึ้นแล้ว ในส่วนของราชการได้มีการช่วยการส่งเสริมการผลิตเพื่อประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ในโอกาสที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ตนไม่อยากให้มองว่าเป็นเพียงการโปรโมทผ้าไทย แต่การโปรโมทผ้าไทยคือการโปรโมทความเป็นไทย เป็นการเสริมสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ นี่คือเสน่ห์ที่ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ โลกมีสินค้าที่ผลิตเหมือนกันออกมาจำนวนมาก ผู้คนยิ่งโหยหาสิ่งที่มีความเป็นมนุษย์ มีร่องรอยของวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์และมีเรื่องราวที่มาที่ไป ตนจึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนช่วยกันบอกเล่าเรื่องราวที่มีคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น และส่งผ่านความภาคภูมิใจในตัวตนของเราผ่านงานฝีมือของคนไทยใน
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า โครงการโอท็อปนี้ อยากให้มองโอท็อปไม่ใช่เพียงโครงการส่งเสริมอาชีพหรือการเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่จากทุกตำบล ทุกอำเภอและทุกจังหวัดของประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใช้นวัตกรรมใหม่ๆมาช่วยพัฒนาสินค้าเข้าสู่ตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น ตนเชื่อว่าสินค้าโอท็อปไทยไม่ใช่เพียงสินค้าของฝากชุมชนอีกต่อไปและไม่ใช่สินค้าที่ซื้อ เพราะคนซื้อรู้สึกสงสารคนทำแต่จะเป็นตัวแทนของเรื่องราววัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในสายตาของชาวโลก คำว่าเมดอินไทยแลนด์ ไม่ใช่คำบอกที่มา แต่เป็นความหมายของคุณค่า คุณภาพ และความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน
“คนอย่างผมอยู่ที่ไหนได้ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงแต่ 2 วันนี้มาอยู่ 5-6 ชั่วโมง แต่โดนบังคับให้กลับเพราะมีนัด เสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมาเดินมา 4 ชั่วโมง ยังไม่ถึงครึ่งของร้านอาหาร ขณะใช้ไทยช่วยไทยพลัสแล้วก็ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของร้านที่เตรียมให้บริการพี่น้องประชาชนที่มา ที่สำคัญใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสให้เต็มที่ ทำให้เรารู้สึกได้ใช้สตางค์ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง เรื่องอื่นไม่ต้องห่วง สถานะเศรษฐกิจไทยกำลังดีขึ้น และสถานะของประเทศไทยในเวทีโลกดีขึ้น และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำให้ดีขึ้นให้คนในประเทศใช้ชีวิตด้วยความผาสุก“ นายกรัฐมนตรี กล่าว
จากนั้น นายกรัฐมนตรี และภริยา ได้เดินเยี่ยมชมพร้อมทักทายผู้ประกอบการ ร้านค้าต่างๆภายในงานโอท็อปเป็นวันที่ 3 โดยนายกรัฐมนตรี ได้ซื้อเสื้อโปโลสีดำ 3 ตัว จากร้านพึ่งพาโดยรายได้สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และแวะซื้อเครื่องหอมมอโรม่า ซึ่งใส่ในถุงหอมปลาตะเพียน โดยนายกฯเลือกกลิ่นด้วยตัวเอง จากนั้นนายกฯเดินทางกลับ














