นายกฯ นำแถลงผลปราบสแกมเมอร์ – นอมินีข้ามชาติ เผย 9 เดือน จับผู้ต้องหากว่า 2.9 หมื่นราย
นายกฯ – ผบ.ตร. นำแถลงผลปราบสแกมเมอร์ – นอมินีข้ามชาติ ชมทุกหน่วยงานมุ่งมั่นทำงาน เผย 9 เดือน จับผู้ต้องหากว่า 2.9 หมื่นราย คดีลด 69% อายัดเงินกว่า 3.6 พันล้านบาท ย้ำเจ้าหน้าที่ไม่ต้องหวั่นแรงกดดัน เดินหน้าปราบปรามอย่างเต็มกำลัง
วันนี้ (22 มิ.ย. 69) เวลา 12.00 น. ที่สันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ร่วมกับ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะ นำแถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและทีมผู้ช่วยทูตตำรวจที่เป็นพันธมิตรของไทยจากกว่า 10 ประเทศ เข้าร่วมด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ และองค์การเครือข่ายนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลจึงยกระดับให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้เป็นวาระแห่งชาติ โดยตนได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางดำเนินการ ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลักดันความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจทั้ง 15 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยกระดับการช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในส่วนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไข โดยยกระดับป้องกันปราบปรามการใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้ แน่นอนว่าความพยายามเหล่านี้จะต้องเผชิญความท้าทายทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลักไม่ดูชื่อ ถือพฤติกรรม ทำให้สามารถจัดการผู้กระทำผิดได้ และสามารถรายงานความคืบหน้าแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเจตนาของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุข พิทักษ์สันติ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากทุกส่วน เราดำเนินการทุกรูปแบบด้วยความท้าทาย โดยจะไม่ยอมให้มีเรื่องที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ถือว่ามีความโชคดีที่มีเพื่อนเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทำให้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกโกรธแค้น เมื่อพบการกระทำผิดกฎหมายแทนประชาชน และต้องการรักษาประโยชน์เพื่อประชาชน ตนให้ความมั่นใจว่าให้ทุกท่านทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ ไม่ว่าเผชิญกับสิ่งใด ไม่ต้องมีความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าพวกเรากลัวบ้านเมืองนี้ก็ไม่มีขื่อมีแป ดังนั้น ขอให้ใช้อำนาจที่มีอยู่ให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบสุขในประเทศของเรา
“รัฐบาลของผมมีความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านป้องกันปราบปรามสิ่งเหล่านี้ เพราะเรื่องสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ ถือเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากทำให้ชื่อเสียงของประเทศป่นปี้ ความมั่นใจไม่มี นักท่องเที่ยวไม่มา แบบนี้ประเทศจะประสบความลำบากเต็มทน ดังนั้น สิ่งที่เราทำมาเพื่อทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งและมีความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ซึ่งเราทำมาถึงระดับที่เริ่มเรียกความเชื่อมั่นจากพวกเขาแล้ว ทำให้ประเทศได้ขยับขึ้นมาในลำดับต้น ๆ ในความเป็นนายกฯ ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง ตลอดจนสำนักงานปราบปรามที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่ โดยปราศจากความเกรงกลัวต่อสิ่งเย้ายวน สิ่งที่จะทำให้ไขว้เขว รวมถึงอิทธิพลต่าง ๆ ยืนยันว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ความมุ่งมั่นของทุกท่านบิดเบือนไปได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งผมมีความพึงพอใจและจะทำต่อไปให้ดียิ่งขึ้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ขณะที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท 2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท และ 3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย
จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่าจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความพยายามแทรกแซงจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความสงบสุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ














