ถอดรหัส 4 ปี กทม. วางรากฐานสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ‘ขยะ-ฝุ่น-พื้นที่สีเขียว’ กับ ‘พรพรหม’ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนคนแรก
นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะทีมชัชชาติแถลงต่อสื่อมวลชนถึงผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม
นายพรพรหมกล่าวว่าตนเองได้โจทย์มาจากผู้ว่าฯ ให้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารด้านความยั่งยืน (Chief Sustainability Officer) คนแรกของ กทม. ซึ่งจะต้องมีการกำหนดทิศทางเมืองยั่งยืนให้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ 20 ปี กลายเป็นแผนความยั่งยืนกรุงเทพฯ ประกอบด้วยขยะ คุณภาพอากาศ พื้นที่สีเขียว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน น้ำ ขนส่ง การบริหารจัดการและความร่วมมือ พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง 17 สำนักในสังกัด กทม. เข้าด้วยกัน
เปลี่ยนจากผู้รับขยะมาเป็นผู้จัดการขยะ สำหรับผลการจัดการขยะสามารถประหยัดงบประมาณของกรุงเทพมหานครได้ 973 ล้านบาทต่อปี และมีขยะลดลงวันละ 1,326 ตัน ซึ่งขยะ 1 ตันจะมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1,300 บาทคือค่าเก็บขน ค่าเชื้อเพลิง ค่าจ้างคนรถ ส่วนอีก 700 บาทจะเป็นค่าใช้จ่ายในการทิ้ง ซึ่งปัจจุบันปรับลดแล้วเหลือ 600 บาท และตั้งเป้าหมายจะปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ให้เหลือ 500 บาท
สำหรับนโยบายที่ปักธงคือนโยบายแยกขยะของกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นระบบตัวใครตัวมัน ประชาชนอยากแยกแต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่มีแรงจูงใจให้คนทำ หรือแยกแล้วเดี๋ยวก็เทรวมอยู่ดี เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงคือเราจะต้องมีการวางระบบจัดการขยะ ริเริ่มการใช้มาตรการเศรษฐศาสตร์เพื่อเข้ามาใช้ในการคัดแยกขยะและทำมากกว่าการแยกขยะ
สำหรับการวางระบบจัดการขยะในกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ จะแบ่งตามขนาดของกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มใหญ่ (L) ใช้กฎทิ้งเยอะจ่ายมาก ปรับระบบให้เป็นการจ่ายแบบขั้นบันได หากส่งขยะให้ กทม. 1 ลบ.ม. ผู้ประกอบการจะต้องชำระค่าธรรมเนียม 8,000 บาท
กลุ่มกลาง (M) กลุ่มร้านอาหารจะมีการวางระบบไม่เทรวมและจัดระบบเก็บขยะแยกประเภทซึ่งทุกสำนักงานเขตจะมีรถสำหรับจัดเก็บเศษอาหารให้ร้านที่เข้าร่วมโครงการ 1,000 กว่าร้านค้าและติดสติกเกอร์ มีการกำหนดจุดพักรวมเศษอาหารจากนั้นจะให้เกษตรกรนำไปเป็นอาหารสัตว์ ส่วนกลุ่มประชาชน (S) เป็นการวางระบบการจัดเก็บสร้างความเชื่อมั่นว่า กทม. ไม่เทรวม ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัยแบบกลุ่มไม่มีระบบแยกขยะต้องจ่ายมาก ต้องชำระค่าธรรมเนียม 60 บาทต่อห้อง หากมีการคัดแยกขยะจะสามารถลดค่าธรรมเนียมได้
สำหรับการจัดการเศษอาหารเมืองอย่างยั่งยืน ล่าสุดกรุงเทพมหานครได้เปิดโรงขยะอินทรีย์ที่โรงขยะอ่อนนุช เพื่อจัดการกับขยะเศษอาหารนำไปหมักแบบปิดและออกมาเป็นปุ๋ยอัดเม็ด เปิดใช้งานครั้งแรกในปีนี้
ในอนาคตที่เราพยายามตั้งหลักไว้แล้ว จะออกร่างข้อบัญญัติการคัดแยกขยะของ กทม. บังคับให้แหล่งกำเนิดใหญ่แยกขยะ 4 ประเภท ได้แก่ อินทรีย์ รีไซเคิล อันตราย และทั่วไป พร้อมทั้งบังคับให้หมู่บ้านจัดสรรที่มีการกำหนดพื้นที่พักรวมขยะภายในผังจัดสรรต้องดำเนินการตามที่เสนอต่อคณะกรรมการจัดสรรไว้ นอกจากนี้ยังอยากนำระบบการจัดการภายในศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ MRF ซึ่งเคยทำสำเร็จที่โรงขยะหนองแขมมาปรับใช้กับโรงขยะอ่อนนุช
แก้ฝุ่นเต็มแม็กซ์ ผลสำเร็จวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานลดลง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดลงจาก 56 วันเหลือ 28 วัน ซึ่งมาจากการที่เรามีโครงการนักสืบฝุ่นเพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาและที่มาฝุ่นใน กทม. ดูความเชื่อมโยงกับการเผาซึ่งเชื่อมโยงกับอัตราการระบายอากาศ ยกตัวอย่างที่จังหวัดนครนายกพื้นที่มีน้ำท่วมขังดินลึกต้นข้าวสูง 1.5 ถึง 2 เมตร น้ำไม่พอย่อยสลายฟางข้าว ต้นทุนอัดฟางข้าวสูงจึงต้องทำการเผา กทม. จึงหาความร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครนายกและปราจีนบุรีเพื่อลดต้นตอของฝุ่น
นอกจากนี้ยังมีโครงการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ชวนลงทะเบียน Green List Plus ลดมลพิษจากภาคการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมแล้ว 377,461 คัน การผลักดันกฎหมายห้ามรถบรรทุกเข้าในวันที่ค่าฝุ่นสูง กำหนด Low Emission Zone โดยได้ฟ้องรถบรรทุกไปแล้ว 500 คัน เปรียบเทียบปรับ 55 คัน
“เราวางระบบไว้แล้ว ข้าราชการรู้สเต็ปว่าปีหน้าต้องทำอะไรกลายเป็นงานรูทีนแล้ว หากอนาคตมีอำนาจเพิ่มขึ้นผ่าน พ.ร.บ. อากาศสะอาดก็จะกลายเป็นงานที่ต้องทำเพิ่ม เชื่อว่าเรามาสุดทางและทำงานได้เต็มแม็กซ์กับอำนาจที่มี ถ้ามีโอกาสกลับมาทำต่อก็ต้องทำงานรูทีนให้ชัด คุยกับจังหวัดรอบข้างให้มากขึ้น”
นายพรพรหมระบุว่าหาก พ.ร.บ. อากาศสะอาดประกาศใช้ เราจะได้แต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานอากาศสะอาดซึ่งจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำได้หลายอย่าง เช่น การตรวจรถเมล์ ตรวจโรงงาน การจัดการในพื้นที่ลุ่มอากาศเดียวกัน และเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ปล่อยมลพิษ หากอำนาจมา กทม. พร้อมรับลูก
4 ปี 461 สวน พื้นที่สีเขียวได้มีการสร้างสวนแล้ว 461 สวนจากเป้าหมาย 500 สวน ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจคุณภาพสวนจำนวน 2 ครั้ง เพราะมีประชาชนร้องเรียนว่าไม่มีคุณภาพ ต้นไม้ได้ 2.5 ล้านต้นจากเป้าหมายล้านต้น ในจำนวนนี้เป็นไม้ยืนต้น 1.5 ล้านต้น
สำหรับความท้าทายที่สำคัญคือความไม่เท่าเทียมและไม่สามารถเข้าถึงได้ บางเขตสามารถเข้าถึงสวนได้ภายใน 8 นาที เช่น เขตปทุมวัน ขณะที่เขตบางเขนต้องใช้เวลามากกว่านั้น
สวนไม่ใช่สร้างเสร็จตัดริบบิ้นแล้วจบ เริ่มต้นคือจะต้องมีการทำฐานข้อมูล หาพื้นที่ และร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนรอบข้างมามีส่วนร่วม จึงพยายามจัด Pop Park ให้ประชาชนมาแสดงความคิดเห็นถึงสิ่งที่ต้องการในสวน ทำให้ประชาชนเข้ามาร่วมดูแลและบริหารจัดการสวน
“เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อยากจะวางระบบให้ดีภายใน 4 ปี ในอนาคตทีมถัดไปจะทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยระบบนี้” นายพรพรหมกล่าว












