POLITICS

ส.ว.สมชาย แจง 3 เหตุผลโหวตคว่ำร่าง รธน.

ส.ว. สมชาย แจง 3 เหตุผลโหวตคว่ำร่างรธน. Re-Solution ชี้บัตรเลือกตั้งใบเดียวขัดกับร่างฯ ที่ทูลเกล้าฯ ไปแล้ว กลไกผู้ตรวจการก้าวก่ายสถาบันการเมือง สภาคู่ช่วยตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ

วันนี้ (17 พ.ย. 64) ที่อาคารรัฐสภา นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว The Reporters ภายหลังที่ประชุมร่วมรัฐสภา ลงมติไม่รับหลักการ ร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ Re-Solution ที่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ โดยเน้นย้ำถึงเหตุผลหลัก 3 ประการด้วยกัน ได้แก่

ข้อกฎหมายแก้แล้วขัดกัน คือการแก้ไขให้กลับไปเป็นระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว หลังจากสภาผ่านร่างแก้ไขฯ เป็นระบบบัตรเลือกสองใบ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว 

“ถ้าเรารับหลักการเฉพาะข้อ 1 กลับไปบัตรใบเดียว จะก่อให้เกิดปัญหาทางนิติวิธีมากเลย เกิดปัญหาทันทีเลยว่าจะเอาร่างไหน จะต้องเอาร่างฯ เก่าที่ขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้วเนี่ย หยุดเหรอ หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ก็กลับไปบัตรใบเดียวเหรอ ฉะนั้น หลักในการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุดของทุกประเทศในโลกเขาไม่ทำกัน นี่จึงเป็นจุดอ่อนหนึ่งของหลักกฎหมาย” 

แก้แล้วเกินกว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่มีความจำเป็น เช่น ผู้ตรวจการศาล และผู้ตรวจการกองทัพ

“รัฐธรรมนูญมีการแบ่งแยกอำนาจชัดเจน บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ศาลยุติธรรมมีหลักความเป็นอิสระชัดเจนมาก พอเรานำหลักผู้ตรวจการเข้าไปใส่ จึงเป็นการก้าวก่ายชัดเจน ปัจจุบันการตรวจสอบนั้นตรวจสอบได้อยู่แล้ว ผ่านคณะกรรมาธิการและองค์กรอิสระ เราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดผ่านสภาผู้แทน ฉะนั้น ผู้ตรวจการจึงจะ overrule หรือเข้าไปซ้อนกับอำนาจของคณะกรรมาธิการและองค์กรอิสระ ตลอดจนการตั้งธงฎีกาให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันตรายมาก”

แก้แล้วเหลือสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร

“ระบบสองสภามันดีอยู่แล้วในประเทศไทย หลักสองสภาดำรงมาอยู่ตลอดจนถึงปัจจุบัน เว้นแต่ช่วงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เราอยากได้อย่างนั้นหรอ ข้อดีของมันมีก็คือออกกฎหมายได้เร็ว แต่ข้อเสียคือสภาเดี่ยวอาจเกิดความไม่รอบคอบ สภาอย่างนั้นไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าเราอย่างนั้นเราก็จะพาประเทศลงเหวไปอย่างนั้น การแก้ก็จะทำให้สังคมแตกแยก ท้ายที่สุดอาจจะเกิดสงครามกลางเมืองหรือการยึดอำนาจ หรืออาจไม่เกิดก็ได้”

นายสมชาย คิดเห็นว่า “ในวันนี้ผมยังเห็นว่าประเทศไทยเหมาะกับสภาเดี่ยว แต่หากในวันหน้าผู้แทนราษฎรมีคุณภาพภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็คงจะเปลี่ยนเป็นสภาเดียวได้ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เป็นเผด็จการแบบสภา Presidium ของโซเวียต หรือสภาพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ผมคิดว่าคงจะใช้เวลาอีกนาน”

“คุณเสนอกฎหมายให้ยุบพวกผมไปเลยก็ได้ผมไม่ติดใจ แต่ไม่ใช่ยุบวุฒิสภาทิ้ง จะไล่พวกผมที่มาตามบทเฉพาะกาลก็ทำได้ แต่ไม่ควรยุบโครงสร้างวุฒิสภา เพราะบทหลักของรัฐธรรมนูญมีคน 20 กลุ่มอาชีพตามที่คุณมีชัยร่างขึ้นมา กลุ่มละ 10 คนมาเป็นสมาชิก 200 คน ผมว่าก็น่าทดลอง ถ้าทดลองไม่ดีก็แก้ไขหรือถ้าเห็นว่าอยากเลือกตั้งก็เสนอแก้ไขได้ แต่อย่าไปบอกว่ายุบวุฒิสภาทิ้ง” 

“ถามสังคมไทยดูก็ได้ว่าวุฒิสภาควรจะมีอยู่ไหม ควรจะมีสองสภาอยู่ไหม อย่าเอาพวกผมเป็นตัวตั้งเพราะ คสช. เพราะระบอบประยุทธ์ ต้องย้อนไปดูเหตุการณ์ปี 57 เกิดอะไร สมัย คมช. เกิดเหตุการณ์อะไรสมัยคุณทักษิณเกิดเหตุการณ์อะไร ต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ ถ้านึกภาพสภาเดียว กฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยถูกออกไปแล้ว สภาเดียวจึงอันตราย โดยหลักการจึงรับไม่ได้”

นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า “ผมอยากเห็นการทำงานกับผู้คนที่เห็นด้วยเห็นต่าง ต่อร่างแก้ไขฯ ในหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่อย่ามัดรวมเยอะ เพราะมันจะผ่านได้แค่บางร่าง สมัยหน้าก็เสนอมาได้อีก”

นายสมชาย ทิ้งท้ายถึงกระแสนอกสภาว่า “ไม่กลัวลุกลาม เพราะคิดว่าประชาชนบางส่วนไม่พอใจถ้าผ่านการฟังมันต้องฟังสองข้าง แต่วันนี้เขาบอกยังไม่ถามเขา ถ้าแก้แล้วไปถาม ผมว่าบางเรื่องแก้ไปแล้วครึ่งรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นถ้าเราผ่านวันนี้ ครึ่งหนึ่งอาจจะพอใจ ครึ่งหนึ่งอาจจะเดินขบวนเลยก็ได้ ฉะนั้น การลงมติต้องยึดตามหลักการทั้งสามข้อที่บอกไป”

Related Posts

Send this to a friend