เปิดเหตุผล ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ ค้านรัฐบาลทำข้อตกลง–กู้เงิน
เปิดเหตุผล ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ ปักหลักพระรามที่ 4 ค้านรัฐบาลทำข้อตกลง–กู้เงิน หวั่นซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง ชี้ประชาชนร้อยละ 99 แบกหนี้–สูญเสียสวัสดิการเพื่ออุ้มคนรวยร้อยละ 1 ซัดอ้างไร้งบน้ำท่วมแต่ทุ่ม 1,600 ล้านบาทจัดประชุม
วันนี้ (16 ต.ค. 69) นายพชร คำชำนาญ กองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ: P-Move) ในฐานะตัวแทน ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ กล่าวถึงกิจกรรมการชุมนุมของเครือข่ายฯ ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 2 ว่า ชื่อของเครือข่ายระบุไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้าน จึงไม่ได้มีข้อเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินไปดำเนินการหรือทำข้อตกลงใด ๆ ร่วมกับธนาคารโลก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่าธนาคารโลกหรือไอเอ็มเอฟสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ประชาชน
สำหรับกิจกรรมเมื่อวานนี้ (15 ต.ค.) เน้นการรณรงค์และสะท้อนปัญหาจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจริงจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยเคยกู้เงินจากธนาคารโลก และรับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เป็นต้นมา โดยมีตัวแทนประชาชนจากหลากหลายกลุ่มสลับกันขึ้นเวทีสะท้อนความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
นายพชรกล่าวว่า ในวันนี้เครือข่ายจะปักหลักและรณรงค์สื่อสารสาธารณะตลอดทั้งวัน บริเวณด้านหน้าตลาดคลองเตย เพื่ออธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า เหตุใดคนไทยจึงต้องออกมาคัดค้านการจัดประชุมระหว่างรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เนื่องจากประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่อีกครั้ง หากรัฐบาลไปทำข้อตกลงหรือกู้เงินจากธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ก็จะส่งผลกระทบผูกพันต่อชีวิตประชาชนในระยะยาว
เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของเครือข่าย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ นายพชรระบุว่า สโลแกนหลักในการเคลื่อนไหวคือ ‘หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต’ เพราะเครือข่ายยืนยันว่า ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟมีบทบาทในการทำลายล้าง ทั้งในมิติทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งประเทศไทยเคยมีบทเรียนความเจ็บปวดมาแล้วตั้งแต่ปี 2540
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง ทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสังคมที่มีสวัสดิการย่ำแย่ ขาดความมั่นคงในชีวิตและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะถูกไล่รื้อและสูญเสียที่ดินทำกิน
นายพชรกล่าวว่า ข้อเรียกร้องหลักคือรัฐบาลต้องหยุดทำข้อตกลงกับสถาบันการเงินเหล่านี้ เพราะเป็นสถาบันที่สร้างความเสียหายในระดับโลก และประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ โดยต้องย้อนดูบทเรียนหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ไทยกู้เงินจากธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ พร้อมเงื่อนไขบีบรัดที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระมหาศาล ทั้งหนี้สาธารณะ การนำมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐออกนอกระบบ ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงถึง 20,000–30,000 บาท ทั้งที่การศึกษาควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงทำให้ลูกหลานต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกลายเป็นหนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ตลอดจนความพยายามตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม
“ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเขื่อน การทำเหมืองแร่ การระเบิดหินเพื่อสร้างถนน และการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งเครือข่ายมองว่าเป็นผลพวงจากแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เรามีเป้าหมายเดียว คือเราต้องการหยุดยั้งวงจรเหล่านี้” นายพชรระบุ
นายพชรกล่าวต่อว่า การประชุมเมื่อวานนี้มีการนำเสนอประเด็นคาร์บอนเครดิตและแผนปฏิบัติการ ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งอ้างว่าจะนำมาใช้ปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์ (Scammer) แต่เครือข่ายไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีความจริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าว และกังวลว่านโยบายนี้จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดขี่ คุกคาม หรือตรวจสอบประชาชนเข้มงวดขึ้น ในทางกลับกัน ประชาชนกลับไม่มีสิทธิตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจในรัฐบาล หรือแม้กระทั่งคดีการฮั้ว สว.
“นอกจากนี้ ยังมีกรณีประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมซึ่งควรได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน แต่รัฐบาลกลับอ้างว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ขณะเดียวกันกลับสามารถจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาทเพื่อใช้จัดการประชุมครั้งนี้ได้ และยังเตรียมกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพิ่มอีก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแนวโน้มว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นร้อยละ 10 การเดินหน้าแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการผลักภาระค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนต้องจ่ายเอง ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่เครือข่ายกังวลว่าจะนำไปสู่การตัดลดสวัสดิการ และผลักภาระทางการเงินมาให้ประชาชนแบกรับ เพื่อนำเงินไปโปะหนี้ที่รัฐบาลกู้ยืมมา ซึ่งมีเงื่อนไขและข้อแลกเปลี่ยนมากมาย”
เมื่อถามถึงกรณีที่ไอเอ็มเอฟประเมินตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำ และอาจรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสวนทางกับการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ของรัฐบาล นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลไทยไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ หากประเมินจากสภาพความเป็นจริงที่เศรษฐกิจย่ำแย่และประชาชนมีคุณภาพชีวิตตกต่ำ จึงมองว่ารัฐบาลไร้ศักยภาพที่จะชดใช้หนี้สาธารณะที่ก่อขึ้นมาใหม่
นายพชรกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลพยายามผลักดันการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับไทยพีบีเอส เพื่อดึงงบประมาณกลับคืนสู่กระทรวงการคลังและส่วนกลาง ขณะที่ขบวนการพีมูฟเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ซึ่งเดิมมีงบประมาณคงเหลือกว่า 1,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับดึงเงินส่งคืนคลังไปถึง 750 ล้านบาท กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด ด้วยการตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ประชาชนพึงได้รับกลับเข้าสู่ส่วนกลาง ยิ่งตอกย้ำว่าภาครัฐไม่มีเสถียรภาพทางการเงิน และประเทศไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการแบกรับหนี้สินก้อนใหม่
นายพชรระบุอีกว่า นโยบายที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนหลังจากนี้ อาจนำไปสู่การขูดรีดประชาชน ทั้งการขึ้นภาษีและการนำทรัพยากรธรรมชาติไปประเคนให้กลุ่มทุน รวมถึงการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยมองว่านโยบายเหล่านี้เป็นการกดขี่ประชาชนร้อยละ 99 ของประเทศ เพื่ออุ้มชูกลุ่มทุนเพียงร้อยละ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มคนร่ำรวยที่อยู่บนยอดสุดของพีระมิด การไปกู้เงินมาจึงเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนกลุ่มนี้ แล้วผลักภาระให้ประชาชนร้อยละ 99 เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้หนี้
เมื่อถามถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการประชุมครั้งนี้ นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยไม่มีศักยภาพทางการเงินสูงขนาดนั้น และยังมีปัญหาเรื้อรังอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งประเด็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและวิกฤตคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข GDP ที่ต่ำเตี้ย แต่เป็นชีวิตจริงของประชาชนที่กำลังตกต่ำลงทุกวัน
“รัฐบาลควรยอมรับข้อเท็จจริง และต้องไม่มีการลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ร่วมกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งนี่คือข้อเรียกร้องสูงสุดของเครือข่าย เราไม่ต้องการให้รัฐบาลนำประเทศไปผูกมัดเพื่อหวังพึ่งพาความช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขที่อ้างว่าจะดีขึ้น เพราะในความเป็นจริงจะไม่เป็นเช่นนั้น เครือข่ายกังวลอย่างยิ่งว่าจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งรอบที่ 2 ที่นำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ และซ้ำรอยโศกนาฏกรรมที่ประชาชนต้องฆ่าตัวตายมากกว่า 5,000 รายเหมือนในอดีต รัฐบาลต้องเห็นหัวประชาชนมากกว่ากลุ่มทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชนของตนเอง”
เมื่อถามถึงกรณีที่ยังไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลออกมารับฟังข้อเรียกร้อง นายพชรกล่าวว่า รัฐบาลสามารถเดินทางมารับฟังได้ หรือหากไม่สะดวกก็สามารถติดตามการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ แต่ตั้งแต่เริ่มการชุมนุม รัฐบาลกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะเจรจาหรือรับฟังเสียงประชาชน ทั้งการส่งกำลังตำรวจเข้ามาควบคุม การตั้งแนวสกัดกั้นไม่ให้เข้าใกล้พื้นที่จัดงาน ตลอดจนการจำกัดการใช้บริการสถานีรถไฟฟ้า MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งแท้จริงแล้วพื้นที่รอบงานควรเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย
ส่วนเวทีคู่ขนานที่จัดขึ้นภายในงานประชุมเมื่อวานนี้ โดยเปิดให้ตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าร่วมนั้น นายพชรมองว่า เป็นเพียงเวทีจัดฉากเพื่อให้ดูเหมือนมีกระบวนการมีส่วนร่วม แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ยังคงเดินหน้ากู้เงินอยู่ดี ซึ่งเครือข่ายไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะมารับฟัง เพราะการกระทำที่ผ่านมาสะท้อนคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว เป้าหมายหลักของการชุมนุมจึงเป็นการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน และยืนยันสิทธิในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในทุกประเทศที่มีการประชุมไอเอ็มเอฟหรือธนาคารโลก ประชาชนผู้ทุกข์ยากต่างก็ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ คนไทยจึงย่อมมีสิทธิในการแสดงออกอย่างชอบธรรม
เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังกับผู้ชุมนุมเมื่อวานนี้ และแนวทางการดำเนินคดี นายพชรกล่าวว่า เครือข่ายได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากการใช้กำลังเข้าสลายและควบคุมตัวประชาชนเป็นการกระทำที่ไม่ได้สัดส่วน ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนข้ามชาติ เจ้าหน้าที่มักใช้ความรุนแรงกับประชาชนเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับกรณีการประชุมเอเปก (APEC 2022) ที่เคยมีผู้ชุมนุมถูกยิงจนสูญเสียดวงตาและมีผู้บาดเจ็บหลายราย ซึ่งครั้งนั้นได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมในลักษณะเดียวกัน เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีอำนาจใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ














