POLITICS

‘พลพีร์’ ย้ำ ไม่นิ่งนอนใจ หาช่องเอาผิดบริษัททำสารเคมีรั่วไหลกระทบชาวบ้าน

‘พลพีร์’ ย้ำ มหาดไทย – อุตสาหกรรม ไม่นิ่งนอนใจ หาช่องเอาผิดอาญา–แพ่ง บริษัททำสารเคมีรั่วไหลกระทบชาวบ้านน้ำท่วม พบนอมินีโยงนามสกุลดังปราจีนบุรี ปัดตอบโยงนักการเมือง ขอให้อยู่ในสำนวน

วันนี้ (13 ต.ค. 69) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโรงงานใน จ. ปราจีนบุรี มีสารเคมีรั่วไหลว่า หลังลงพื้นที่ช่วงน้ำท่วมเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา พบความผิดปกติจริง ซึ่งวานนี้ (12 ต.ค. 69) ตนได้ประสานไปยังนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายวราวุธได้กำชับรองปลัดกระทรวงและปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในการตรวจสอบและสั่งปิดโรงงาน ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมที่กระทรวงมหาดไทยได้รับ พบความเชื่อมโยงระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าน่าจะเป็นนอมินี โดยพบคนไทย 2 นามสกุล ถือหุ้นไขว้กัน 2 บริษัท และความผิดปกติคือ 1 ในบริษัทนั้นเคยจดทะเบียน 5 ล้านบาท แต่ขณะนี้จดทะเบียนเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท ส่วนอีก 1 บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 300 ล้านบาท และมีทรัพย์สินประมาณ 570 กว่าล้านบาท สิ่งที่พบมากกว่านั้นคือ ทั้ง 2 บริษัทใช้บริษัททำบัญชีและผู้สอบบัญชีคนเดียวกัน ขณะนี้จึงประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินและที่ดินว่าถูกต้องหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่าผิดกฎหมายจะดำเนินการจำหน่ายออกต่อไป พร้อมร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมขนย้ายกากขยะมีพิษออกนอกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนคลายความกังวล

นายพลพีร์กล่าวอีกว่า ตนได้กำชับรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีที่บริษัทเสนอจ่ายค่าเยียวยาต่าง ๆ ให้กับประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ หรือสัมผัสกับสารปนเปื้อนว่า สำหรับตนมองว่าเพียงเท่านั้นคงไม่พอ แต่ต้องมีมาตรการลงโทษ โดยพิจารณาว่ามีเรื่องคดีอาญาหรือคดีแพ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพื่อดำเนินคดีกับโรงงานที่ปล่อยให้มีสารพิษรั่วไหลออกมา

เมื่อถามว่า จะต้องตรวจสอบต้นตอตั้งแต่ที่ท่าเรือและกรมศุลกากรเลยหรือไม่ นายพลพีร์กล่าวว่า อาจมีการสำแดงที่ไม่ถูกต้อง คงต้องตรวจสอบร่วมกับกระทรวงการคลังว่า วิธีการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้ามาในประเทศมีการสำแดงอย่างไร ตนไม่อยากให้ดูเพียงการชั่งน้ำหนัก แต่ต้องเปิดเอกสารหลักฐานและตรวจสอบสิ่งของภายในตู้ด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากากขยะเกือบร้อยทั้งร้อยที่นำมาฝังกลบใน จ. ปราจีนบุรี น่าจะเป็นขยะนำเข้า จึงต้องตรวจสอบต่อไป ยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเมื่อทราบเรื่องจากรองผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้เวลาเพียงวันเดียวในการสืบค้นข้อมูล และเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

เมื่อถามถึงกรณีน้ำท่วมที่พัดพาสารพิษกระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ นายพลพีร์กล่าวว่า ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ทำประมง ทั้งผู้เพาะเลี้ยงกุ้งและปลาในพื้นที่อย่างชัดเจน จะมาอ้างเพียงว่าเกิดจากสภาวะน้ำเน่าเสียอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะชัดเจนว่ามีสารพิษปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำ ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยต้องไปดูบทลงโทษ ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง รวมถึงค่าเสียหายและมาตรการเงินชดเชยเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประกอบอาชีพในพื้นที่

เมื่อถามถึงความกังวลของผู้บริโภค นายพลพีร์กล่าวว่า หากพบปลา สุกร หรือไก่ตายในแหล่งน้ำ ไม่แนะนำให้นำมารับประทาน แต่ให้นำไปฝังกลบตามมาตรการของกรมปศุสัตว์ ส่วนผลกระทบต่อแปลงผักคงมีน้อย เพราะพื้นที่ดังกล่าวถูกน้ำท่วมทั้งหมด จึงขอเตือนประชาชนให้คัดสรรคุณภาพอาหารที่จะนำมาบริโภคมากขึ้น ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินมาตรการลงโทษและสืบสวนสาวให้ถึงต้นตอ ซึ่งนามสกุลที่พบใน 2 บริษัท เป็นนามสกุลดังใน จ. ปราจีนบุรี แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้น เพราะนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไว้ชัดเจนว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”

เมื่อถามว่า มีการขีดเส้นตายให้จังหวัดรายงานผลต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อใด นายพลพีร์กล่าวว่า เมื่อ 2 วันก่อนตนให้เวลาหน่วยงานตรวจสอบ 7 วัน แต่เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเพียง 2 วันก็รายงานผลกลับมา หากตนสามารถสรุปข้อมูลเรื่องนอมินี รายชื่อ หรือการถือครองหุ้นโดยผิดกฎหมายได้ คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะแล้วเสร็จ ซึ่งมีการรายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีรับทราบทุกวันอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า นามสกุลดังใน จ. ปราจีนบุรี เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือไม่ นายพลพีร์กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “ขอให้อยู่ในสำนวน”

Related Posts

Send this to a friend