POLITICS

‘อภิสิทธิ์’ ซัดรัฐบาลสร้างวาทกรรม “คนอื่นก็เคยกู้” ยก 3 วิกฤตเศรษฐกิจ GDP ติดลบ หนี้เสีย ทำให้ต้องกู้

‘อภิสิทธิ์’ ซัดรัฐบาลสร้างวาทกรรม “คนอื่นก็เคยกู้” หลังค้านออกกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยก 3 วิกฤตเศรษฐกิจ GDP ติดลบ หนี้เสีย ทำให้ต้องกู้ ถามเปลี่ยนผ่านพลังงานใครได้ประโยชน์ แนะ ‘อนุทิน’ สางปัญหาให้ตรงจุดจะได้ไม่ต้องขับรถพุ่มพวง

วันนี้ (13 พ.ค. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะหัวหน้าพรรค แถลงข่าวเตือนวิกฤตหลังออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ปัญหาเรื่องนี้ หลายสัปดาห์มีการวิพากษ์วิจารณ์ และให้ข้อมูลแง่คิดที่แตกต่าง และหลากหลายกันไปจากหลายฝ่าย โดยพรรคประชาธิปัตย์เอง นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นคนแรกที่ท้วงติงมาตั้งแต่ต้น และใช้กลไกสภาในการตั้งกระทู้ถาม โดยเมื่อมีการตราพระราชกำหนดขึ้น ฝ่ายค้านมีการตั้งกระทู้ถามเพิ่มเติม โดยมีคำชี้แจงจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนรองนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกันฝ่ายค้านได้มีการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าการตราพระราชกำหนดนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตนเองต้องการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงสภาวะเศรษฐกิจแนวทางการแก้ไขปัญหา และแนวความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ทำไมถึงไม่เห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนด และทำไมถึงเชื่อว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้ในการคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นให้กับประชาชนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา การชี้แจงของรัฐบาลก็มีความสับสนในตัวเองหลายเรื่อง และหลายครั้งเป็นเพียงการใช้วาทกรรมง่าย ๆ เพื่อชวนให้ประชาชนคล้อยตาม เช่น คนอื่นก็เคยกู้ หรือคนที่ร้องศาลก็เคยกู้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนเองขอพูดใน 3 ประเด็น คือ หากถามว่าทำไมในอดีตมีรัฐบาลกู้เงินมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแล้วครั้งนี้ คุณเคยกู้หรือคุณไม่เคยกู้ถึงมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนดนี้, การตราพระราชกำหนด เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คำถามคือแผนการกู้เงินในขณะนี้ จะทำให้เศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่ และหากไม่ตราพระราชกำหนดฉบับนี้ รัฐบาลสามารถทำอะไรได้บ้างในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้บ้าง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การตราพระราชกำหนดมีมาตรการในการยกเว้นให้ผู้มีอำนาจในระบอบประชาธิปไตย เพราะผู้แทนประชาชนต้องเป็นผู้อนุมัติว่าใช้จ่ายเงินอย่างไร หมายความว่า ให้อำนาจรัฐบาลสามารถดำเนินการกู้เงิน และใช้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องมีรายละเอียดให้รัฐสภาได้ตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติมด้วย จึงต้องมีเงื่อนไขกำหนดไว้ว่าทำได้ในบางสถานการณ์เท่านั้น โดยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นคนละเรื่องกับเศรษฐกิจขยายตัวมากน้อย ซึ่งครั้งแรกหมายถึงการมุ่งเน้นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างว่า เศรษฐกิจอาจจะโตมาก แต่อาจไม่มั่นคงก็ได้ เพราะโตบนฟองสบู่ โตบนหนี้สินก็ได้

นายอภิสิทธิ์ ยกตัวอย่างว่า ในวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะนั้นถึงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จีดีพีติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน หนี้เสีย 52% ของหนี้ทั้งหมดระบบธนาคารล่มสลาย ทุนสำรองระหว่างประเทศหมด ขณะที่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี พ.ศ. 2552 จีดีพีไตรมาสแรกติด -7.1% การส่งออกท่องเที่ยวติดลบรุนแรง มีปัญหาเงินคงคลัง ส่วนวิกฤตโควิด-19 และล็อกดาวน์ยาวนาน กิจกรรมเศรษฐกิจหยุดชะงัก การท่องเที่ยวหยุดชะงัก

แต่ปัจจุบัน จีดีพี ปี 69 โต 1.5% การส่งออกในช่วงเดือนมีนาคม +19.3% รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมีนาคม +7.2% ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน 3.6% ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม +0.8% และบริษัทมูดี้ส์ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้

นายอภิสิทธิ์ จึงอยากย้ำว่า คำที่บอกว่าคนอื่นในอดีตก็เคยทำ ต้องดูว่าสถานการณ์เหมือนกันหรือไม่ และถามว่าภายหลังสงครามในตะวันออกกลางมีตัวเลขตรงไหนที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐธรรมนูญให้ดุลพินิจรัฐบาลเป็นคนตัดสินว่าอะไรจำเป็นเร่งด่วน ด้วยความหวัง และความเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้ดุลพินิจโดยสุจริต แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนมันก็ผูกกัน และหากมีการละเมิดฝ่ายค้านจะใช้กลไกอื่นในการตรวจสอบต่อไปตามรัฐธรรมนูญ

“ไม่อยากได้ยินอีกแล้วว่าคุณก็เคยทำ ทำไมปีนั้นทำได้ ทำไมปีนี้ทำไม่ได้ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุผลข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ จึงตั้งคำถามว่า หากกู้มาแล้วมั่นคงจริงหรือไม่ โดยตามคำชี้แจงของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา การกู้เงินมีสองก้อน คือ 200,000 ล้านบาท มาเยียวยาอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และอีก 200,000 ล้านบาท เป็นการเปลี่ยนผ่านการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในส่วนหลังคิดว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนมากว่าเรื่องพลังงาน แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และในทางปฏิบัติก็ไม่น่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการเดินหน้าเรื่องโครงสร้างพลังงาน เพราะสิ่งที่รัฐบาลพูดว่าจะทำ ยังไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐาน เรื่องระบบสายส่งของไฟฟ้า หรือไม่ได้ดูว่าแท้จริงแล้วการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลมีแรงจูงใจทางภาษีอื่น ๆ มากมายอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2 แสนล้านบาทแรก จะใช้จ่ายภายใน 4 เดือน ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ ไม่เหมือนกับสามครั้งที่ผ่านมา ที่จะต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ แต่วันนี้เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นทางด้านต้นทุน แล้วสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยตอบกลับพวกตนเอง ว่าเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิต ทำไม่ได้ ต้องเก็บเงินไว้ หากวิกฤตยืดเยื้อ แต่ก็ถามกลับว่าแล้วตอนนี้จะทำอย่างไร รัฐบาลซ้ำเติมด้วยการอัดฉีดเงินเพิ่มแรงดันภาวะเงินเฟ้อ และหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน หากวิกฤตยืดเยื้อรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นการซ้ำเติม และเพิ่มความเสี่ยงให้วิกฤตเพิ่มมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ระดับประมาณ 33 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน จะใช้งบประมาณเพียงประมาณหนึ่งในสามหรือหนึ่งในสี่ของวงเงิน 2 แสนล้านบาทที่รัฐบาลเตรียมใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับสามารถช่วยลดแรงกดดันด้านราคาสินค้าและค่าครองชีพได้มากกว่า อีกทั้งยังใช้เงินน้อยกว่าหลายเท่า จึงตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่เลือกใช้แนวทางดังกล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงคำชี้แจงของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เคยระบุว่าการลดภาษีน้ำมันไม่ใช่มาตรการที่มุ่งเป้าเพราะอาจเป็นการช่วยคนมีรายได้สูงด้วย โดยโต้แย้งว่า มาตรการแจกเงินให้ประชาชน 30 ล้านคนตามระบบที่ใครกดได้ก่อนก็ไม่ได้ถือว่าเป็นมาตรการมุ่งเป้าเช่นกัน เพราะการช่วยเหลือที่แท้จริงควรเน้นไปที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่เข้าถึงระบบได้เร็วที่สุด

นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสงสัยว่า มาตรการกู้เงินครั้งนี้อาจเป็นการอ้างเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การดำเนินนโยบายหาเสียงและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของวงเงินอีก 2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังเสนอแนวทางการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้รัฐมีรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกันก็สามารถนำรายได้ดังกล่าวมาช่วยลดภาระประชาชนและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างผลประกอบการของ ไทยออยล์ ที่เพิ่งประกาศออกมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีบางภาคส่วนได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ราคาพลังงานขาขึ้นอย่างชัดเจน และรัฐบาลสามารถใช้กลไกภาษีเพื่อกระจายผลประโยชน์กลับสู่สังคมได้

อีกข้อเสนอหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย คือ การเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถือเป็นมาตรการช่วยเหลือที่มุ่งเป้าไปยังผู้มีรายได้น้อยโดยตรง แต่เขาชี้ว่า งบประมาณส่วนนี้ไม่ได้มีสัดส่วนมากเมื่อเทียบกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น และรัฐบาลยังสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในการโอนงบประมาณจากโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมาใช้ช่วยเหลือประชาชนได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยระบุว่าสามารถโยกงบประมาณได้ถึงระดับแสนล้านบาท แต่ล่าสุดกลับอ้างว่าเหลือเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายค้านไม่เชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง เพราะมองว่ายังมีโครงการจำนวนมากที่รัฐสามารถทบทวนหรือลดรายจ่ายได้ หากรัฐบาลจริงจังกับการตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลเชื่อว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะไม่มั่นคง เหตุใดจึงยังปล่อยให้หน่วยงานต่าง ๆ เดินหน้าใช้งบประมาณตามปกติ โดยไม่มีการทบทวนหรือจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ

สำหรับประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางของรัฐบาลที่มุ่งเน้นโครงการโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า เพราะมองว่าแนวทางดังกล่าวอาจสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้น้อย เนื่องจากยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

นายอภิสิทธิ์ เสนอว่า หากรัฐบาลต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล เช่น B20 หรือ B50 ซึ่งหลายประเทศทั้งในอาเซียนและลาตินอเมริกากำลังเดินหน้าอยู่ โดยรัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปสนับสนุนผู้ประกอบการยานยนต์ให้ปรับเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าว เพราะหากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และยังช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันภายในประเทศอีกด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจดีว่าประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เชื่อมั่นว่ายังมีแนวทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักเศรษฐศาสตร์ ที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม พร้อมเตือนว่าการกู้เงินครั้งนี้อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เปิดช่องให้เกิดการรั่วไหล ใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภา จึงต้องการชี้แจงให้ประชาชนเห็นถึงมุมมองและแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านต่อประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน

เมื่อถามว่าท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ไม่ได้สนใจเสียงคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้านเรื่องการออก พ.ร.ก. เงินกู้ มีมุมมองอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีการตราพระราชกำหนดไปแล้ว กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว การโต้แย้งของฝ่ายค้านก็เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย แต่สำหรับตนถ้าหากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้และเปลี่ยนใจ ถึงแม้ว่าจะมีอำนาจในการกู้เงินแต่เลือกที่จะไม่กู้ และไปลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนในตอนนี้ รวมถึงใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นในการดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ดีโดยการทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 2570 ตนเชื่อว่ามันจะดีกับทุกคนจะดีกับประชาชนที่เดือดร้อนที่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลาน และนายอนุทินไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง ควรจะแก้ไขที่ต้นเหตุจะได้ทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าได้โดยไม่สร้างภาระ

Related Posts

Send this to a friend