POLITICS

‘ศุภจี’ แจงมาตรการรับมือวิกฤต คุมค่าครองชีพ-ราคาสินค้า

‘ศุภจี’ ลุกแจงรัฐสภา กางแผนสู้ค่าครองชีพ ออกโครงการช่วย ปชช. เตรียมนำเสนอเข้า ครม. 11 เม.ย. นี้ พร้อมเร่งเจรจาช่วยเรือปุ๋ยยูเรียไทยติดในช่องแคบฮอร์มุซ ยอมรับยังเหลือปุ๋ยถึงกลาง พ.ค. วอนสมาชิกอย่าสร้างความตระหนก แต่ช่วยกันสร้างความตระหนัก ย้ำประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว

วันนี้ (9 เม.ย. 69) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลุกขึ้นชี้แจงว่า เรื่องที่รัฐบาลไม่ได้ดูแลนโยบายที่มีความเร่งด่วนจริง ๆ แล้วทุกคนตระหนักดีเพราะวิกฤตที่เรากำลังเผชิญ มีความซับซ้อนในหลายมิติมากทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องปรับเชิงโครงสร้าง เราต้องพยายามทำทุกอย่างไปพร้อมกัน ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่ตนเองดูแล คือการดูแลเรื่องค่าครองชีพ, การควบคุมราคาสินค้า, เสถียรภาพและราคาสินค้าเกษตร

ส่วนการดูแลค่าครองชีพประชาชนในวิกฤตตะวันออกกลาง ความเร่งด่วนต้องดูทั้งการประหยัดรายจ่ายหาทางเพิ่มรายได้และการกระจายโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ขอนำเสนอใน 2 มิติคร่าว ๆ โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุม ครม. ทันทีในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 69 ภายหลังจากการแถลงนโยบายเรียบร้อย เราจะจัดการเรื่องนี้ให้มีนัยสำคัญเพิ่มขึ้น เรามีหลายโครงการ ซึ่งตนเองดูแลในเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เรื่องนี้เราพยายามหาทางเลือกทางออกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นได้ทันท่วงที โดยมีโครงการไทยช่วยไทย การที่เราสามารถทำเรื่องนี้ได้ไม่ได้ทำได้ด้วยคนเดียวเราร่วมมือกันกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายน้อยอย่างทั่วถึงทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยมีการออกสินค้าจำเป็น ซึ่งได้รับการสนับสนุนการร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ผู้ผลิตรายใหญ่ และส่งต่อไปให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ร้านค้าปลีกค้าส่งตามจังหวัดต่าง ๆ มากกว่า 300 ร้าน ให้เข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า 3,000 รายการ และลดราคาสูงสุดถึง 58% และหากช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องนี้จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเรายังมีทางเลือกว่ามีสินค้าที่สามารถจับต้องได้

ขณะเดียวกัน เราจะใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มรายได้เช่นเดียวกัน เริ่มใช้กลไกภาครัฐรวบรวม นำโดยกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำเอาสินค้าชุมชน เอสเอ็มอี ทั่วประเทศให้มีมาตรฐานมากขึ้น ได้พูดคุยกับกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง มอก. พูดคุยเรื่อง อย. ของกระทรวงสาธารณสุขที่จะสามารถส่งมอบสินค้าให้กับประชาชนได้ทั้งในออนไลน์ทั่วประเทศ ซึ่งมีการนำเข้ามาแล้ว 200 – 300 รายการ เอาเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และร้านค้าทั่วไปทำให้มีทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด

“วันนี้วิกฤตที่เราเจอ เราไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นฝ่ายบริหารหรือเป็นฝ่ายค้านแต่เราคิดว่าทุกคนสามารถส่งสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน” นางศุภจี กล่าว

เราจะทำให้สินค้าเหล่านี้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้หรือไม่โดยยกตัวอย่างโครงการธงฟ้า อย่ามองว่าเป็นโครงการธงฟ้า แต่ประโยชน์คือการส่งตรงไปยังประชาชน เราส่งตรงไป 518 จุด และหากประชาชนที่อยู่ห่างไกล เรามีรถพุ่มพวง ที่จะไปถึงชุมชน ให้มากที่สุดในงบประมาณที่จำกัด และเป็นประโยชน์สูงสุด มีบัตรเติมน้ำมัน สินค้าราคาพิเศษ ให้ประชาชนที่อยากมีรถ และมามีส่วนร่วมสามารถลงทะเบียนได้ จะได้ส่งสินค้าไปยังชุมชนที่อยู่ห่างไกลหรือหมู่บ้านต่าง ๆ และตนเองยังเข้าใจความจำเป็นเร่งด่วนของผู้ปกครองคือการลงไปยังโรงเรียนและสถานศึกษาอย่างน้อย 1,000 แห่ง ซึ่งให้กระทรวงศึกษาธิการช่วยชี้เป้าว่าพื้นที่ไหนต้องการจะมีชุดนักเรียนและสินค้าราคาพิเศษไม่ให้เป็นภาระกับผู้ปกครอง เราต้องการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนกระจายผลผลิตทางการเกษตรไปยังตลาดนัด 1,000 แห่งทั่วประเทศ

มาตรการสินค้าและบริการควบคุม ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยคณะกรรมการได้มีการทบทวนว่าควรมีการควบคุมราคาสินค้าอะไรบ้าง หากไปดูมติ ครม. ตั้งแต่ปี 2543 น้ำมันถูกควบคุมมาตั้งแต่ตอนนั้น โดยสินค้าควบคุมมีหลายมาตรการ 1.สินค้ากลุ่มหนึ่งที่ควบคุมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือหากจะขึ้นราคาต้องมาขอ 2.มีการควบคุมสินค้าที่หากจะมีการแจ้งเปลี่ยนราคาจะต้องแจ้งก่อน โดยใช้การเจรจาอธิบาย เราไม่สามารถไปบังคับได้ทุกเรื่อง 3.สินค้าที่ไม่ต้องขอขึ้นราคาไม่ต้องแจ้งก่อนแต่ต้องแจ้งข้อมูลเรื่องปริมาณ 4.ควบคุมการขนย้ายส่งออก โดยเราไม่ได้ห้ามการส่งออก แต่หากจะมีการส่งออกต้องมีการขออนุญาต เช่น น้ำมันปาล์ม ที่หากเราไม่ควบคุมปริมาณการส่งออก เราอาจขาดแคลน และ 5.มาตรการการบริหารเฝ้าระวังตามราคา ทั้งน้ำมัน ยาเวชภัณฑ์ มาตรการการขนส่ง และน้ำตาลทราย ซึ่งมีกฎหมายควบคุมเฉพาะของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ย้ำว่า มีมาตรการดูแลควบคุมสินค้าที่แตกต่างกัน

ส่วนเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ใส่เข้าไปเป็นสินค้าควบคุมเราไม่ได้ดูเรื่องราคาแต่เราดูเรื่องปริมาณ เพื่อไม่ให้อาหารสัตว์ขาดแคลนและดูเรื่องสต็อกดังนั้นบริบทของการควบคุมมีหลายมาตรการมาก และเรายังมีคณะกรรมการดูแลเรื่องราคากลาง

ส่วนสถานการณ์เรื่องปุ๋ย วันที่เราแจ้งว่าจะมีปุ๋ยถึงเดือนสิงหาคมนั้น เพราะเรามีสต็อกในประเทศ 340,000 ตัน ก่อนจะอธิบายต่อว่า ปุ๋ยที่เราใช้และมีปัญหาหรืออาจจะมีปัญหาในเรื่องความขาดแคลนนั้นคือปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยตัวอื่นเรายังสามารถบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นหลักคือปุ๋ยยูเรีย เพราะเราต้องพึ่งพาวัตถุดิบหลักจากแหล่งที่มาที่ปัจจุบันนี้มีปัญหาไม่สามารถขนส่งได้ ยูเรียเรามีกว่า 36% ของทั้งหมด ดังนั้นเรายังเหลืออีก 64% ที่เป็นปุ๋ยอื่นในการใช้งาน

นางศุภจี ยกตัวเลขปุ๋ยว่าเรายังมีปุ๋ยยูเรียได้ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือว่าน่ากังวลทางด้านราคา ที่เริ่มมีต้นทุนสูงขึ้น จึงต้องใช้กลไกทางตลาดมาดูว่าถึงเวลาที่ต้องปรับราคาแล้วหรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่ส่งเรื่องมาขอขึ้นราคา และด้านขาดแคลน เราก็มีโครงการธงเขียวในการช่วยเหลือ ส่วนคำแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้น ขณะนี้ยังพึ่งพาแม่ปุ๋ยอยู่ แต่จากนี้ไปเดี๋ยวเราจะนำเรื่องเข้า ครม. โครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่ง หาปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดินในบริเวณนั้น ส่วนการขาดแคลนเริ่มมีการพูดคุยกับต่างประเทศนำเข้าแม่ปุ๋ยมาได้บ้างแล้ว และปุ๋ยที่ค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการต่างประเทศก็พยายามเจรจาให้เรือของไทยออกมา กระทรวงเกษตรก็พยายามเจรจาเพื่อนำเข้าปุ๋ยแบบสำเร็จเข้ามา และตอนนี้มีคดี 48 คดีเกี่ยวกับเรื่องของราคาปุ๋ยที่กำลังดำเนินการอยู่พร้อมฝากให้ช่วยกันชี้เป้าในการดำเนินการสำหรับผู้ที่ขายปุ๋ยขึ้นราคา

ขณะที่สถานการณ์เม็ดพลาสติกที่แม้ไม่ได้อยู่ในสินค้าควบคุมเราก็นำเข้ามาอยู่ในสินค้าควบคุมเรื่องปริมาณความเพียงพอ เมื่อมาดูแล้วเม็ดพลาสติกมีหลายประเภทอันที่ขาดแคลนคือประเภทที่นำมาทำหลายอย่าง สิ่งที่เราพยายามทำคือประสานกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม และต่อจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานรวมถึงกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทยเข้ามาอยู่ในคณะทำงาน เพื่อช่วยกันพุ่งเป้าว่าเม็ดพลาสติกที่ทำให้เกิดปัญหาและผลกระทบอย่างมากกับประชาชนมีอะไรบ้าง, ดูแลการวิจัยพัฒนาการใช้พลาสติก, หาแนวทางการลดการใช้พลาสติก ให้ใช้อย่างประหยัด พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ สส. กังวลตนเองทำงานอยู่ตลอด

ส่วนความกังวลเรื่องตัวชี้วัดเรื่องทูตพาณิชย์ 5% ในเรื่องการส่งออก ตนเองเน้นทางเรื่องปริมาณและเรื่องคุณภาพด้วย ตนเองจะรับเรื่องนี้ไปดูว่าเรามีตัวชี้วัดอะไรที่เด่นชัดและสร้างความสำเร็จให้มีการส่งออกที่มีคุณภาพมากขึ้นหรือไม่

ส่วนการรับมือมาตรการไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เรามีการตั้งคณะกรรมการ และตั้งทีมรับมือ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง และมีความตั้งใจว่าจะสามารถส่งเรื่องนี้ได้ภายใน 15 เมษายน ยืนยันว่าไม่ละเลย

สำหรับความกังวลเอสเอ็มอี 99% ของจำนวนบริษัทเป็นเอสเอ็มอี เป็นช่วงที่ใหญ่มากแต่ไม่ค่อยสมบูรณ์สักเท่าไหร่ประเทศที่มีความเจริญแล้วทางด้านเศรษฐกิจ ควรจะมีรายได้ที่มาจากเอสเอ็มอีเกือบครึ่ง ดังนั้นหากแยกปัญหาเป็นเรื่องสินค้าทะลัก และการขาดเงินทุนและความเชี่ยวชาญ สิ่งที่เราทำคือการเฝ้าระวังเข้มงวดมาก แบบเรียลไทม์ในการสแกนสินค้านำเข้าผิดปกติ โดยมาตรการต้องป้องกันมีการไต่สวนแบบรวดเร็ว และเรามีการจ้างที่ปรึกษากฎหมายให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีในการสู้คดีทุกคดีฟรี ไม่มีการคิดเงิน รวมถึงมีคลินิกการค้าให้เขาเข้าใจรู้และเยียวยาให้ทันท่วงที ส่งเสริม Local Content หากรัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จเรื่องนี้จะออกมารวดเร็วทันที

นางศุภจี ยังกล่าวถึงมาตรการในการช่วยเหลือ อย่างการขอใบอนุญาตแบบรวดเร็ว มาตรการการป้องกัน การจดทะเบียนตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ก็มีการบังคับใช้กฎหมายทำให้การจดทะเบียนบริษัทลดลง

นางศุภจี กล่าวอีกว่า เรื่องคลัสเตอร์ที่ตนเองดูแล และได้รับมอบหมายคือ การดูแลเรื่องการค้าการผลิตและการบริการ ซึ่งใช้หลักในการทำงาน 3 หลัก คือทำอย่างไรถึงจะลดภาระให้ประชาชนเพิ่มรายได้ให้ประชาชนให้มากที่สุด และปรับโครงสร้างใหม่

นางศุภจี ยังยกตัวอย่างการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้การบริหารด้วยกลุ่มคลัสเตอร์ยึดหลักเอาเรื่องราวมาตั้ง และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนคลัสเตอร์การผลิตในเรื่องเกษตรนั้น ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปขนส่ง ไปจนถึงด้านการตลาด

นางศุภจี ยังยกตัวอย่างมาตรการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมระยะสั้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่งเราต้องแก้ไขทั้งระบบ ระยะสั้นสิ่งที่จะทำคือการรับซื้อ มากกว่า 10 ล้านลูก ซึ่งตนเองก็ถูกบ่นว่าคิดอะไรไม่ออกก็ไปขายมะพร้าวให้ปั๊มน้ำมัน แต่ตนเองคิดว่าเป็นการส่งเสริมให้มีการขายออก และเรื่องนอมินี เราต้องตรวจสอบ ส่งเสริมคนที่ทำถูกดีกว่า ระยะกลางคือการทำล้งชุมชน ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่

ด้านคลัสเตอร์การบริการ การเปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ทำให้สามารถใช้ประสิทธิภาพของเมืองรอง และเมืองน่าเที่ยว ให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างจริงจัง ต้องมีการบูรณาการกันข้ามยุทธศาสตร์ ทำให้ปฏิทินของเราเที่ยวได้ทั้ง 365 วัน แม้หลายท่านจะบอกว่าภาคเหนือ มีพีเอ็ม 2.5 แต่จะเที่ยวทั้ง 365 วันได้อย่างไร ตนเองไม่ได้บอกว่าทั้ง 365 วันต้องไปจังหวัดเชียงใหม่ แต่วันไหนช่วงไหน ประเทศไทยมีปฏิทินอะไรในจังหวัดไหน ก็ไปจังหวัดนั้น และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เราต้องแก้ แต่อยากให้เข้าใจว่า หน้าฝนก็เที่ยวจังหวัดหนึ่ง หน้าร้อนก็เที่ยวจังหวัดหนึ่ง และตนเองจะทำปฏิทินประเทศไทย ทำให้แขกที่มาเยือนสามารถเที่ยวได้ตลอดเวลา

“วันนี้ประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว ดิฉันวิงวอน ข้อเสนอแนะของท่าน ดิฉันรับเอาไปทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชน และประเทศชาติได้ ดิฉันยินดี ไม่เคยเกี่ยงเลยว่าจะเป็นคำแนะนำจากใคร แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอความกรุณาในข้อมูล และข้อเท็จจริง ทำความเข้าใจกับประชาชน อย่าสร้างความตระหนก แต่ช่วยกันสร้างให้ทุกคนตระหนัก ว่าเราไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend