POLITICS

‘กรณ์’ เผย คุย ปชน. เตรียมยื่นประธานสภาฯ 11 พ.ค.นี้ ส่งศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

‘กรณ์’ เผย คุย ปชน. เตรียมยื่นประธานสภาฯ 11 พ.ค.นี้ ส่งศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลมีสิทธิ์กู้ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ในอดีต ปี 40 – 52 – 65 ก็เคยกู้ เหตุ GDP ติดลบ ถาม ทำไมไม่ใช้วิธีโอนงบ – ใช้งบ 70 แทน ย้อน ’ภราดร’ บอกแบ่งกู้ปีหน้าทำโซล่าเซลล์ ไม่จำเป็นเร่งด่วน แม้เห็นด้วยเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด

วันนี้ (8 พ.ค. 69) นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชน จะร่วมลงชื่อกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการยื่นคำร้องต่อศาล รธน. เพื่อตีความว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลออกนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ขอบคุณพรรคประชาชนที่มีมติเมื่อวานนี้ (7 พ.ค. 69) ที่จะยื่นคำร้องร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการลงชื่อร้องผ่านประธานสภา ไปยังศาล รธน. ถึงความชอบในการตีความ พ.ร.ก. กู้เงินฯ ดังกล่าว ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพรรคประชาชนแล้ว และก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้มีการร่างคำร้องไว้แล้ว และร่างดังกล่าว ก็อยู่ในมือของพรรคประชาชนแล้ว ซึ่งคงใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 วันข้างหน้า ในการปรึกษารายละเอียดคำร้อง ซึ่งขณะนี้มีการลงนามร่วมกันไว้แล้วว่า จะยื่นให้ถึงมือประธานสภา ภายในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคมนี้ และช้าสุดไม่เกินวันที่ 12 พฤษภาคม

นายกรณ์ ยืนยันว่า จะเป็นการเสนอร่าง เพียงร่างเดียว โดยในมุมมองหลักนั้น เห็นตรงกันว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ดังกล่าว ไม่ตรงกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 พร้อมระบุว่า ทุกรัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะกู้เงินมาใช้ในการดูแลประชาชน และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยที่สถานะการคลังของประเทศอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมั่นคง หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศ และอีกหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สถานะการคลังของประเทศค่อนข้างดีคือ ทุกรัฐบาลมีเงื่อนไขข้อจำกัดว่า จะสามารถกู้เงินมาใช้ได้ปีละเท่าใด และทุกรัฐบาลสามารถมีงบขาดดุลได้ เช่นเดียวกันกับรัฐบาลปัจจุบัน ที่จะมีการเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ขาดดุลอยู่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งเต็มเพดานการกู้ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะว่า ในแต่ละปีรัฐบาลสามารถขาดดุลได้เท่าใด ซึ่งรัฐบาล ทุกรัฐบาลบริหารตามกรอบนี้ แต่กฎหมายก็เปิดช่องความยืดหยุ่นให้กับทุกรัฐบาล แม้จะขาดดุลเต็มเพดาน แต่หากเกิดวิกฤต หรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะในช่วงการจัดเตรียมงบประมาณ จึงถือเป็นสิทธิที่รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ตามมาตรา 172 ซึ่งเป็นการเปิดช่องไว้ในช่องพิเศษ ที่รัฐบาลจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องขอเงินกู้ซึ่งคำว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

นายกรณ์ ย้ำว่า คำว่าวิกฤตหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น รัฐบาลอ้างว่า วิกฤตินี้เกิดจากราคาน้ำมันที่สูง แต่พรรคประชาธิปัตย์บอกกับรัฐบาลมาโดยตลอดว่า ราคาน้ำมันไม่จำเป็นต้องสูงขนาดนี้ โดยสามารถปรับวิธีการคำนวณราคาน้ำมัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัฐบาลนี้ ก็ได้ยอมรับว่า สูตรการคำนวณราคาน้ำมัน อ้างอิงจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อประชาชน และมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการศึกษา ถึงวิธีในการคำนวณราคาน้ำมันที่เป็นธรรมมากกว่านี้หรือไม่ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ข้อสรุปว่า เป็นอย่างไร ยังคงใช้สูตรเดิมอยู่ แต่ทั้งนี้สิ่งที่สามารถทำได้เลยก็คือ การลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเรื่องนี้พรรคพูดมาเป็นเดือนแล้ว และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยทำมาแล้ว แต่รัฐบาลนี้เลือกที่จะไม่ทำ ไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การจะออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ได้ ก็ต่อเมื่อ มีภัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมบอกขอให้ย้อนกลับไปดูในอดีตว่า การจะออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ นั้น มีสถานการณ์แบบใด อย่างในปี พ.ศ. 2541 ก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง GDP ติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน และในปี 2552 ซึ่งตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐบาลนี้ก็อ้างมาหลายครั้งว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐบาลก็ออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ เหมือนกัน ซึ่งขอให้นำสถานการณ์มาเปรียบเทียบกัน เพราะในปี 2552 คือ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ซึ่งขณะนั้นอยู่ท่ามกลางวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดย GDP ติดลบ 7% กว่า และทั้งปีติดลบ 2% กว่า จึงชัดเจนว่า หากไม่มีการกู้ เพื่อนำเงินมาเติมเงินคงคลัง จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีวิกฤตโควิด-19 ในสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งขณะนี้ GDP ติดลบ 6% ประชาชนออกไปทำมาหากินไม่ได้ โดยทั้ง 3 ครั้งที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า ระดับวิกฤตของเศรษฐกิจ GDP ติดลบขนาดไหน แต่ว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อนก็จริง ซึ่งตนเองไม่ปฏิเสธ และสาเหตุที่รัฐบาลจะใช้ในการออก พ.ร.ก. คือ ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มาจากราคาน้ำมัน ที่เกิดจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่โดยรวมรัฐบาลก็คาดว่า GDP ปีนี้ยังโตขึ้น อยู่ประมาณ 1.5% ถึงแม้ว่า จะโตช้า แต่ก็ยังไม่ติดลบ

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ล่าสุดรัฐบาลประชาสัมพันธ์ เรื่องสถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ว่า ความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจของไทยอยู่ในอันดับที่มั่นคง ไม่ได้มีปัญหาความเสี่ยง ประกอบล่าสุดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุถึงการจัดเก็บภาษี ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้ จึงไม่ได้มีวิกฤติในระดับที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเช่นในอดีต

เมื่อถามว่า การยื่นส่งศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก. กู้เงินฯ กล่าว จะกระทบต่อไทม์ไลน์โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มลงทะเบียนสิ้นเดือนนี้หรือไม่ นายกรณ์ ระบุว่า เป็นเรื่องการบริหารของรัฐบาล แต่ตนอยากบอกว่า มีวิธีอื่นที่จะเข้าถึงแหล่งเงิน ซึ่งรัฐบาลพูดไว้เป็นเดือนว่า จะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นผู้ใช้มาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งรู้ดีว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน รายการใดสามารถตัดออกได้ และสามารถโอนงบมาใช้ในการเยียวยาประชาชน ซึ่งนายเอกนิติ ได้กำหนดตัวเลขไว้ตั้งแต่เดิม ประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ไป ๆ มา ๆ วันนี้กลับไม่คืบหน้า และตัวเลขที่ได้ยินมาก็ลดลงเหลือ 20,000 ล้านบาท จึงแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่เคยจริงจัง และจริงใจ ในการบริหารแหล่งเงิน เพื่อให้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรืออาจมองว่า ไม่เป็นไร แผนเดิมก็ใช้ ๆ ไป แล้วค่อยไปออก พ.ร.ก. เอา แม้แต่งบประมาณปี 2570 ที่พิจารณาในสภาว่า แก้ไขไม่ได้ ทั้งที่งบฯ 70 ยังไม่ได้เข้าสู่สภา ทำให้เห็นว่า พ.ร.ก. นี้หลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่ตอนแรก และมีแหล่งเงินอื่น ที่จะทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนทุกโครงการ โดยไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง

เมื่อถามว่า การรวบรวมรายชื่อของพรรคฝ่ายค้าน มีรายชื่อ สส. พรรคกล้าธรรมด้วยหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ตนเองได้พูดคุยกับพรรคกล้าธรรมแล้ว ซึ่งต้องรอมติพรรคกล้าธรรม ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ครบ 21 คน พรรคประชาชน คิดว่าน่าจะครบ 100 คนแล้ว โดยรวมถือว่า เกินเกณฑ์ที่ต้องใช้แล้ว แต่ขณะนี้ยังมีเวลา

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ทำเรื่องที่อยากทำไม่ได้ เพราะฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ตีความ เพราะเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องทำ อย่าลืมว่าโครงการคนละครึ่ง ที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้ เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ระบุไว้ในนโยบายที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. หากไปเปิดดูจะเห็นว่า อยู่ที่ข้อ 8 โดยระบุว่า จะใช้วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท และเงินทุกบาท ทุกสตางค์ มาจากงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่า วันนี้งบประมาณหายไปไหน อย่างน้อย 4.4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลต้องทำได้แล้ว โดยไม่ต้องมี พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ส่วนจะต้องรอศาล รธน. ก่อนจึงพิจารณาร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ หรือไม่ เนื่องจากจะนำเข้าสู่การประชุมสภาฯ ในวันที่ 14 พ.ค. นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญระบุว่า ต้องมีการยื่นก่อนที่จะมีการพิจารณา และเมื่อมีการยื่นแล้ว เขาต้องรอ ให้ศาลฯ พิจารณาแล้วเสร็จ ไม่เกิน 60 วัน ทั้งนี้มั่นใจว่า ประธานสภาฯ จะยื่นศาล รธน. ด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ว่า ประธานสภาฯ จะยื่นภายในกี่วัน ตราบใดที่เรายื่นก่อนวันที่จะมีการพิจารณาถือว่า ทันท่วงทีแล้ว และเข้าใจว่า ประธานสภาฯ มีเวลาไม่เกิน 2-3 วัน ที่จะส่งไปยังศาล รธน. ซึ่งทุกอย่างเข้าเงื่อนไข เชื่อว่า ไม่มีปัญหาแน่นอน และเชื่อว่า ประธานสภาฯ พร้อมทำหน้าที่ อย่างน้อยถ้าฝั่งรัฐบาลมั่นใจว่า ทำสิ่งที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้ไม่มีการตรวจสอบ หรือการวินิจฉัย โดยศาล รธน. พร้อมย้ำว่า เนื้อหาที่ส่งให้ศาล รธน. เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแน่นอนว่า กรณีใดจึงจะเข้าเกณฑ์ที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ได้ ซึ่งวันนี้ตนยังเชื่อว่า ถ้าไม่ออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ก็ไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล่มสลาย

ส่วนโครงการช่วงที่ 2 ที่จะมีการกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเมื่อวานนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พูดในสภาว่า จะกู้ในปีหน้า ยิ่งเกิดเป็นคำถามว่า ทำไมต้องกู้เป็น พ.ร.ก. ถ้าจะกู้ในปีหน้าสามารถใช้งบประมาณในปี 2570 ได้ ชัดเจนว่า ไม่ได้เข้าเกณฑ์ในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้ที่จะต้องใช้เงิน จึงต้องออกเป็น พ.ร.ก. ดังนั้น ตนเองบอกว่า จะสนับสนุนโครงการโซล่าเซลล์ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ตนจึงพร้อมสนับสนุนในหลักการที่ให้ประชาชน มีสิทธิ์ติดตั้งใช้ไฟโซล่าเซลล์ของตัวเอง และมีสิทธิ์ขายไฟในราคาที่เป็นธรรมคืนให้กับรัฐบาล เป็นสิ่งที่เราสนับสนุน แต่เรากำลังพูดถึงที่มาของเงินที่จะใช้ว่าเหมาะสมถูกต้อง และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนการที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงิน 200,000 ล้านบาท ในปีหน้านั้น พรรคประชาธิปัตย์จะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ หรือเป็นการกู้เงินมากองไว้ หรือไม่อย่างไร นายกรณ์ กล่าวว่า ขอบอกในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า ใช้ พ.ร.ก. ในการกู้เงินมากองไว้ไม่ได้ เพราะหัวใจของ พ.ร.ก. คือ ความจำเป็นต้องใช้เงิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา แต่การบอกว่า จะกู้มากอง หรือปีหน้าค่อยกู้สะท้อนให้เห็นว่า มันไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน ในระดับที่จะออก พ.ร.ก. ได้

เมื่อถามว่า ภายหลังยื่นศาลฯ ไปแล้ว หากศาลฯ มีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน และสภาอย่างไร นายกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามรัฐบาล เพราะไม่มีบทลงโทษ แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง ตามความเหมาะสม และคงต้องคิดหนักว่า จะรับผิดชอบอย่างไร

เมื่อถามย้ำ หาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ ถูกตีตก รัฐบาลจะถึงขั้นต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ตนเองยังไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น เพียงแค่อยากป้องกันไม่อยากให้รัฐบาลข้ามเส้นหลักวินัยทางการคลัง ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และประชาชนในอนาคต พร้อมย้ำว่า ตนไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่สามารถตอบได้ว่า รัฐบาลต้องลาออกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามการออก พ.ร.ก. เป็นเรื่องใหญ่ และที่ตนเองกังวลตั้งแต่แรกคือ ที่มาของ พ.ร.ก. นี้ ตั้งแต่มีการตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากจำได้เรารู้เรื่องนี้ หรือเจตนาของรัฐบาลครั้งแรก จากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และสื่อมวลชนได้มีการไปถามปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งได้คำตอบว่า ไม่ทราบเรื่องนี้เลย และยังไม่เห็นความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. ซึ่งเป็นคำตอบเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน จึงเกิดเป็นคำถามว่า ระหว่างวันนั้นจนถึงวันนี้ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง ทำไมถึงเร่งรีบในการออก พ.ร.ก. และเป็นไปได้อย่างไรที่การออก พ.ร.ก. กู้เงิน ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากกระทรวงการคลัง ซึ่งตนเองเชื่อว่า นายปกรณ์ก็ไม่ได้คิดเอง เพราะฉะนั้นคำถามคือ ใครเป็นคนสั่งการให้นายปกรณ์เตรียมการเรื่องนี้ โดยไม่ได้ถามกระทรวงการคลัง สะท้อนให้เห็นนัยยะ และความต้องการทางการเมืองที่จะกู้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบประมาณที่มีอยู่

นายกรณ์ กล่าวย้ำว่า ทุกรัฐบาลจะมีปัญหาว่า มีเงินไม่เพียงพอในการทำโครงการที่ต้องการ ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องมีกฎหมายกำกับว่า ในแต่ทุกรัฐบาลใช้เงินได้เท่าไหร่ มิฉะนั้นจะไม่มีข้อจำกัด สุดท้ายแล้วหากทุกรัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ สถานะทางการคลังของประเทศคงไม่เป็นแบบนี้ และในอนาคตมีโอกาสล่มสลายได้จริง

Related Posts

Send this to a friend