นายกฯ ยัน ผลสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ไร้ซูเอี๋ย เผย ตั้งกรรมการ ลุยคู่ขนานกรอบใหญ่ 30 วัน
นายกฯ ยัน ผลสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ไร้ซูเอี๋ย เผย ตั้งกรรมการหลายหน่วยลุยคู่ขนานกรอบใหญ่ 30 วัน ชี้ ปลัด มท. ลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ สถ. แล้ว ปัดเปิดชื่อ เหตุ เป็นชั้นความลับเปิดเผยไม่ได้
วันนี้ (6 ก.ค. 69) เวลา 16.20 น.ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ที่มีการลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตสอบท้องถิ่นว่าในส่วนของสำนักนายกฯ ก็ได้แต่งตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ส่งรายงานผลเรื่องการดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มารายงานในส่วนของตนว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง และรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
“มันตลกดีนะ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็จะมีแต่ละหน่วยงานของราชการที่จะไปดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อไป ก็ดีเหมือนกัน อย่างที่ตนเคยบอก ทุกหน่วยงานทำตามขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของเขา คู่ขนานกันไป สุดท้ายอย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหลายก็ต้องมาบรรจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่แน่นขึ้นและทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอน เพราะเราใช้แต่ละหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานปราบปรามในการดำเนินคดี” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามว่าแต่ละหน่วยงานที่มีการรายงานมาพบผู้กระทำความผิดมีรายชื่อซ้ำกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเรื่องนี้ตีตราลับมาก ฉะนั้นตนก็ต้องรักษาความลับ เพียงแต่บอกได้ว่าตั้งคณะกรรมการตามลำดับชั้น ให้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็วและต้องมีความโปร่งใส
ส่วนกระทรวงมหาดไทยมีผู้ที่กระทำความผิดกี่คน นายกรัฐมนตรีตอบเพียงว่า “ก็บอกไปแล้วว่าตีตราลับมาก”
เมื่อถามว่าขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าปลัดกระทรวงได้มารายงานว่าได้มีการลงนามคำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้วในช่วงบ่ายวันนี้
เมื่อถามว่าเมื่อผลการสอบสวนของแต่ละหน่วยงาน สอบสวนแล้วเสร็จจะต้องส่งให้คณะกรรมการชุดของนายปกรณ์ เพื่อรับบทลงโทษใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าคณะกรรมการของนายปกรณ์ทำหน้าที่ในนามสำนักนายกรัฐมนตรี และไม่สามารถดำเนินคดีเองได้ เพราะไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ เหิมเกริม และเป็นที่สนใจของสังคม ฉะนั้นต้องมีคนคอยกำกับดูแลด้านบน ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เช่นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาฯ ป.ป.ท. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด
เมื่อถามว่าจะต้องให้ผู้ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนเหมือนกรณีอื่น ๆ ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ามันต้องมีขั้นตอน ซึ่งขณะนี้เราเริ่มแล้ว บางคนก็มีการเรียกมาให้มาช่วยราชการเพื่อขาดจากตำแหน่งเดิม ซึ่งต้องยึดตามหลักกฎหมาย ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ ตรงไหนที่มีความชัดเจนก็ดำเนินการอย่างเด็ดขาดได้ ตรงไหนที่จะต้องใช้การสืบสวนสอบสวน สอบพยานหรืออะไรก็แล้วแต่ก็จะมีแต่ละช่องแต่ละซอยที่จะต้องไปดำเนินการ แต่ทุกอย่างกำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นจะเป็นการขับเคลื่อนในทุกหน่วยงาน โดยธรรมชาติก็มีการแข่งขันกันเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ส่วนผลการสอบสวนในคณะกรรมการของนายปกรณ์ จะนำไปสู่การดำเนินการอย่างไรต่อไป นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าผลการสอบ ถ้าพลาดไปโดนใครก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมกับขอให้ลองนึกดูว่าหากมองดูก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย มีการจ่ายสินบนและให้ค่าตอบแทนในการดำเนินการต่าง ๆ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงผลคะแนน ซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้องนำมาเป็นสารตั้งต้นในการนำไปสู่การสอบสวน ซึ่งทุกรูปคดีที่ผิดกฎหมายเริ่มจากตรงนี้ทั้งนั้น เราก็ต้องยอมรับกฎหมาย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นกฎหมู่ ถ้าทำตามอำเภอใจได้ก็จะเกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมา ฉะนั้นเราจะต้องทำตามกฎหมายให้มากที่สุด
เมื่อถามว่าได้มีการวางกรอบระยะเวลาการสอบวินัยร้ายแรงไว้แล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการในการวางกรอบและให้นโยบาย
ส่วนการดำเนินการสอบวินัยร้ายแรงจะเทียบเคียงได้กับคณะสอบสวนชุดนายปกรณ์ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าอย่างที่ตนบอกสมมติว่า ป.ป.ช. ทำได้เร็วกว่าหน่วยงานอื่น หน่วยงานอื่นโดยธรรมชาติก็ต้องแข่งกันทำ
เมื่อถามว่าที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจ ได้วางกรอบในการสอบสวนไว้หรือไม่ว่าจะให้จบเมื่อใด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ากรอบมันดีอยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหาออกมา ฝีแตกเพราะว่ากรอบถูกล้อมไว้หมด แต่กลับไปแหกกรอบ
นายกรัฐมนตรีระบุอีกว่าเรื่องกรอบเวลาเร่งอยู่แล้ว ในเบื้องต้นคณะกรรมการชุดใหญ่จะมีการสอบสวนใน 30 วัน ส่วนชุดเล็กก็ตามเนื้อหา ไม่นาน เพราะเป็นที่สนใจและต้องตอบสังคมให้ได้ ฉะนั้นก็คงไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ก็ทำเต็มที่ ซึ่งตนได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี มาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลเราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินการของเขาในทุกรูปแบบโดยไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือหน้าใครที่ไหน
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าราชการทั้ง 5 คนจะต้องถูกให้ขาดออกจากตำแหน่งเดิม โดยให้สังกัดยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยทั้ง 5 รายชื่อประกอบไปด้วยนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดี สถ. นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี, นางสาวบุรณี แพรโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น และนาย ป ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ













