สว. มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ – ‘ภราดร’ แจงรัฐบาลยืนยันจะใช้งบอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้
สว. มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ด้าน ‘ภราดร’ แจงรัฐบาลเผชิญวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ทำค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ชี้หน่วยงานเร่งเบิกจ่าย ทำให้โอนได้แค่ 10,300 ล้านบาท ย้ำ เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน-ภัยพิบัติแล้ว ยืนยันจะใช้งบอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช้เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง
วันนี้ (6 ก.ค.69) ในการประชุมวุฒิสภา (สว.) มีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพื่อโอนงบประมาณไปเป็นงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หลังสภาผู้แทนราษฎร (สส) พิจารณาผ่าน 3 วาระแล้ว
นายศุภโชค ศาลากิจ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้าต่อที่ประชุมว่าสำหรับรายการที่โอนงบประมาณมายังงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น กมธ. เข้าใจเหตุผลต่อการโอนงบประมาณ แต่มีข้อห่วงใยคือการดึงงบลงทุนไปใช้ส่งผลให้เงินที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ กมธ. เสนอให้จัดเงินชดเชยให้กับโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
นายศุภโชคกล่าวต่อว่านอกจากนั้น ปัญหาเร่งใช้เงินเพื่อกันการตัดงบของหน่วยงานต่าง ๆ กมธ. พบว่ารัฐบาลประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือนเมษายน แต่กลับกำหนดวันตัดข้อมูลยอดจริงวันที่ 2 มิถุนายน หากพิจารณาเทียบผลดำเนินงานว่าผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกพันและเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องตามระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้มีผลต่อคุณภาพของงาน ผู้รับจ้าง ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน
นายศุภโชคกล่าวด้วยว่าความโปร่งใสใช้งบกลาง เพราะการอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ทำให้การแก้วิกฤตรวดเร็ว แต่เสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้อง และตรวจสอบได้ยาก กมธ. ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจนเพื่อให้รัฐสภาและประชาชนติดตามตรวจสอบ และควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ รวมถึงแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่อยากได้ยินว่ารัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีก
ทั้งนี้ ในการอภิปรายของ สว. ก่อนจะผ่านวาระแรกนั้น สว. ได้ให้ข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณที่นำมาจากงบลงทุนที่กังวลจะกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่มีข้อกังวลความไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดงบบานปลาย โดยเฉพาะการใช้งบเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในหลายพื้นที่
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่าการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณครั้งนี้ โดยรัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ โดยก่อนการตั้งรัฐบาลใหม่มีสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งหลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาคือปัญหาเรื่องพลังงาน โดยประเทศไทยพลังงานส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และไม่สามารถผลิตน้ำมันเองได้ ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลรักษาการขณะนั้นได้ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน และใช้เงินกองทุนน้ำมัน ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 60,000 ล้านบาท และรัฐบาลเห็นแล้วว่าด้วยสถานการณ์ที่มีปัญหา รัฐบาลไม่สามารถใช้กองทุนอุ้มได้ต่อไป จึงต้องลอยตัวน้ำมัน ทำให้ราคาสินค้าในท้องตลาดสูงขึ้นตามต้นทุน คือวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลนี้กำลังเข้ามารับหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ
นายภราดรกล่าวอีกว่าการเขียนและออกนโยบาย รัฐบาลเราได้บรรจุความสำคัญของการโอนงบประมาณ เพราะรู้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเงินที่มีอยู่ในมือ ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางได้ จึงต้องหาแหล่งเงินมาเติมในส่วนของรัฐบาล เพื่อดูแลประชาชน จึงเจอพระราชบัญญัติการงบประมาณ ซึ่งเขียนเอาไว้ในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา อย่างไรก็ดี รัฐบาลคาดไว้ตอนต้นว่าจะได้เงินสัก 80,000-100,000 ล้านบาท หากได้ตอนนั้นก็เพียงพอที่จะเยียวยาประชาชน ควบรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ในกระเป๋า ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท รวมแล้วน่าจะมีเงินไปเยียวยาประชาชนเกือบ 150,000 ล้านบาท น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราไม่สามารถเอา พ.ร.บ. โอนงบประมาณได้ทันทีในเดือนเมษายน ติดเรื่องข้อกฎหมายที่ไม่สามารถโอนได้ทันที จึงจำเป็นต้องขยับเวลาออกมา
ดังนั้น ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน จนถึงวันที่ 2 มิถุนายน เวลาเดือนกว่า ๆ หน่วยงานราชการที่เขารู้ว่ารัฐบาลนี้กำลังโอนงบประมาณกลับเข้ามาเพื่อเยียวยาประชาชน สิ่งที่หน่วยงานราชการทำก็เข้าใจ ไม่มีใครอยากถูกตัดลด หรือโอนงบประมาณกลับมา หลังจากที่ได้รับจัดสรรไปแล้ว ไม่มีหน่วยงานไหนที่เต็มใจที่จะคืนเงินให้กับรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการแบบอื่น จึงเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ตัวเลขการเบิกจ่ายไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ตัวเลขการเบิกจ่ายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 6-7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และ 3 เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นสัญญาณที่บอกว่าไม่มีหน่วยงานราชการไหนที่อยากโอนเงินคืนให้กับรัฐบาล จึงพยายามเร่งรัดใช้ และเป็นเหตุผลว่าจากการคาดการณ์เดิมทำให้ลดลงเหลือเพียง 10,300 กว่าล้านบาท
นายภราดรกล่าวถึงหลักเกณฑ์การโอนว่าจะดึงรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่าย และไม่มีข้อผูกพัน รายจ่ายการลงทุนเป็นรายจ่ายปีเดียว รายการผูกพันข้ามปี รายการงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้ รายการของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและหมุนเวียน เชื่อว่าโครงการที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้จึงเป็นเกณฑ์ที่เรานำมากำหนดในการพิจารณาเรื่องนี้
ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสรรพกรณ์ กระทรวง อว ที่ได้มีการดึงงบประมาณกลับมา ส่วนโครงการข้ามปีก็จะอยู่ที่กระทรวงคมนาคม และกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยโครงการยังอยู่ ไม่ได้หายไป ดึงกลับมาเพียงแค่บางส่วน ซึ่งจากเดิมตั้งงบประมาณไว้ 20% ก็ดึงกลับมาให้เหลือ 10%-15% และคำถามที่ว่าหากดึงกลับมาแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ งบที่เราดึงออกมาจะใส่ไว้ในงบกลาง ในหมวดจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งด้วยสถานการณ์สงครามเราไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ รอขนาดนี้เราได้ออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทไปแล้ว และหลังจากนี้เราไม่แน่ใจในสถานการณ์ภายในประเทศ ทั้งสงครามจากเพื่อนบ้านด้วย ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี อย่างปัญหาอุทกภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประเมินว่าอาจจะไม่มีผลกระทบจากเรื่องน้ำท่วม แต่อาจจะเกิดฝนตกและฝนทิ้งช่วงได้ ส่วนจะมีปัญหาในการนำเงินงบประมาณไปแก้ปัญหาเร่งด่วนนั้น ก็เป็นการเตรียมการนำเงินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาเตรียมไว้ตรงงบกลาง เพื่อหากเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที และหากถามว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นคนทำงบประมาณปี 2569
ส่วนที่มีการพูดถึงแผนการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตนเองมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ซึ่งเราได้มีการเตรียมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน สทนช และนายกรัฐมนตรีก็มีความห่วงใย และได้เตรียมการกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ปัญหาหลักใหญ่คือเรื่องการแจ้งเตือนประชาชน เรื่องการอพยพ เราปฏิเสธภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนเองเชื่อว่าเป็นบทเรียนของทางรัฐบาล ท้องถิ่น และประชาชนคือการเตรียมความพร้อม เมื่อมีภัยมา ใครต้องทำอะไร อย่างไร เชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีบทเรียนแล้วและเตรียมการในการอพยพให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปีที่ผ่านมา
นายภราดรกล่าวทิ้งท้ายว่าในฐานะตัวแทนรัฐบาลขอบคุณสำหรับทุกข้อสังเกต ทุกข้อห่วงใย ที่ฝากถึงรัฐบาล และหากลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมา เราจะพยายามใช้เงินงบประมาณของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และที่สำคัญจะทำให้ถึงมือพี่น้องประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญจะไม่ใช้เงินงบประมาณไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล ของพรรคการเมือง หรือของพวกตนเอง
นายภราดรกล่าวสรุปว่าตนเองเห็นตรงกันกับเพื่อนสมาชิกว่าไม่อยากเยียวยาแต่อยากใช้เงินป้องกันภัยพิบัติมากกว่า และปี 2570 มีการเริ่มโครงการป้องกันน้ำท่วมระยะยาวที่ จ.พระนครศรีอยุธยาแล้ว ส่วนการติดตามการใช้งบประมาณต่อไปในปี 2571 จะมีเกณฑ์ขอใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นมีการประเมิน KPI นอกจากผลการเบิกจ่ายแล้วยังประเมินถึงผลลัพธ์ของโครงการด้วยว่ามีประโยชน์ถึงประชาชนมากแค่ไหน สังคมได้รับประโยชน์มากแค่ไหน โครงการใดไม่เกิดประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องได้รับจัดสรรเหมือนเดิม เพื่อให้หน่วยงานราชการคิดและเร่งผลิตโครงการที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อสังคมมากเท่าไรนัก
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติจากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 171 คน มีมติเห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง














