POLITICS

สว. นรเศรษฐ์ ขอเลื่อนญัตติแลนด์บริดจ์ เปิดทางสมาชิกเตรียมข้อมูลซักฟอก ฉะรัฐบาลเหตุผลเบาบางอ้างสงคราม

วันนี้ (5 พ.ค. 69) นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการเสนอญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมามี สว. และกรรมาธิการหลายท่านติดต่อมาว่ามีความสนใจจะอภิปรายในญัตติดังกล่าวอย่างล้นหลาม มีอย่างน้อย 2 กรรมาธิการที่กำลังศึกษาและสรุปรายงาน ได้แก่ กรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ และกรรมาธิการคมนาคม จึงมีคำขอจากสมาชิกว่าให้ขยับไปอภิปรายในสัปดาห์หน้า

ตนเองใช้เวลาคิดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงเมื่อเช้าว่าควรจะต้องเลื่อนหรือไม่ เพื่อให้ทุกท่านได้มีเวลาศึกษาและเตรียมการอภิปรายอย่างเต็มที่ อีกทั้งไม่อยากรีบรัด ไม่อยากให้อภิปรายด้วยความรู้สึกโดยไม่มีฐานข้อมูล วันนี้จึงจะขอที่ประชุมให้เลื่อนญัตตินี้ออกไป 1 สัปดาห์ น่าจะเพียงพอให้สมาชิกได้เตรียมข้อมูลในการอภิปราย

อย่างไรก็ตามตนเองได้ยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทราบว่าได้มีการบรรจุในวาระการประชุมสัปดาห์หน้าคือวันที่ 11 พ.ค. 69 ซึ่งเป็นวันราชการ ต้องรอดูว่าจะต้องเลื่อนหรือไม่ อยากให้นายพิพัฒน์มาชี้แจงตอบกระทู้ในสภาฯ ตอบคำถามว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นคำตอบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจริงหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการภายใน 90 วัน ยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเอื้อให้ใครใช่หรือไม่ นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า ข้อกังวลนี้ยังคลายไม่ได้ ดูโดยพฤตินัยโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่มาก มีผลกระทบเยอะมาก ทั้งยังไม่ได้อยู่ในนโยบายหาเสียงของพรรคหรืออยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นเรื่องน่าแปลกที่นโยบายขนาดใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่กลับเป็นวาระแรกที่รัฐบาลยืนยันว่าจะผลักดันอย่างเต็มที่ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงรีบเร่งขนาดนี้ จะรีบเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือรีบเร่งปิดดีลอะไรหรือไม่ และการที่รัฐบาลจะนำร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ขึ้นมาพิจารณา ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะแทบจะคัดลอกพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (EEC) มาทั้งฉบับ เรามีบทเรียนแล้วว่าการตั้งกรรมาธิการที่มีอำนาจมาฟาสต์แทร็กกฎหมายสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างไร ปัจจุบันแทบจะเป็นพื้นที่ของกลุ่มทุนศูนย์เหรียญ และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

“พี่น้องภาคใต้ให้ดูว่าภาคตะวันออกได้รับผลกระทบอย่างไร ถ้าไม่อยากให้ภาคใต้ที่มีอัตลักษณ์ มีทรัพยากรที่สมบูรณ์ได้รับผลกระทบ ต้องส่งเสียงดัง ๆ ไปให้รัฐบาล ใจเย็น ๆ ชะลอโครงการขนาดใหญ่นี้เอาไว้ทำให้รอบคอบ”

นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า เรามีกลไกหลายอย่างที่ทำให้กลไกการศึกษารอบคอบขึ้นได้ เช่น การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งเป็นการศึกษาในภาพรวม เพราะปัจจุบันมีเพียงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งเป็นการแยกโครงการศึกษา ไม่เห็นผลกระทบในภาพรวม ไม่มีทางสะท้อนผลกระทบที่ชาวใต้ได้รับจริง ๆ

ทั้งนี้การอ้างสงครามตะวันออกกลางเพื่อเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเหตุผลที่เบาบางเกินไป หากสงครามเกิดขึ้นแล้วแลนด์บริดจ์จะตอบโจทย์ของประเทศหรือไม่ ยังไม่มีคำอธิบายนี้ออกมา จึงอยากจะถามกลับด้วยซ้ำว่าการมีโครงการนี้ตอบโจทย์ของใครหรือไม่ เพราะประเทศเราจะตอบโจทย์อย่างไรยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน หากจุดใดเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเดินทาง กระจายสินค้า และการขนส่งพอเกิดสงครามกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เป็นปัญหา หากเราตั้งใจให้แลนด์บริดจ์เป็นจุดยุทธศาสตร์ เรามีกลไกป้องกันสมดุลอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างไร ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาลออกมา

ขณะที่การลงพื้นที่ของนายพิพัฒน์ นายนรเศรษฐ์หวังว่าอยากให้ฟังความเห็นประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่แค่อธิบายว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมาโดยตลอด ลงพื้นที่ไปฟังเสียงผลกระทบแต่กลับอธิบายว่าโครงการเหล่านี้มีผลดีอย่างไร เหมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมว่าได้ลงพื้นที่รับฟังแล้ว ทั้งนี้การรับฟังเสียงของประชาชนที่แท้จริงประชาชนต้องมีเสียง มีบทบาทในการตัดสินใจด้วย

ในรายงานของกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ คาดว่าจะออกในสมัยประชุมนี้ ระบุไว้ว่ารายงานทุกอย่างต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนได้รับทราบสุดท้ายคนที่ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือไม่ควรเป็นประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องผลักดันไปถึงการทำประชามติควรจะเป็นประชามติในสองระดับ (Double Majority) คือประชามติที่คนทั้งประเทศต้องออกเสียง และประชามติที่คนในพื้นที่ต้องให้ความเห็นชอบในการเดินหน้า

Related Posts

Send this to a friend