‘พริษฐ์’ ซัดเดือดปมแชต “ช่วยน้ำเงินด้วย” จี้รัฐบาลสอบอธิบดี ปค.
‘พริษฐ์’ ซัดเดือดปมแชต “ช่วยน้ำเงินด้วย” จี้รัฐบาลสอบอธิบดี ปค. ปมแทรกแซงเลือกตั้ง แจงเหตุย้ายนายอำเภอ 304 คนก่อนวันลงคะแนน-ถามใครรู้เรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หวั่นใช้อำนาจรัฐเอื้อฝ่ายการเมือง ด้าน ‘เจเศรษฐ์’ ย้ำรอผลตรวจสอบตามกระบวนการ ชี้อย่าใช้ความรู้สึกตัดสินข้อเท็จจริง ยันไม่มีมือที่มองไม่เห็น
วันนี้ (4 มิ.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ช่วงกระทู้ถามสดด้วยวาจา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของกรมการปกครอง โดยมีนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ชี้แจงแทน
นายพริษฐ์กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาตอบกระทู้ด้วยตนเอง ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีแชตไลน์ที่ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตนำมาเปิดเผย ซึ่งมีข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” และมีการตอบกลับว่า “100% ครับนาย” โดยระบุว่า ผู้ที่ถูกพาดพิงคืออธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธว่าแชตดังกล่าวไม่ใช่ของจริง แต่ชี้แจงว่าอาจมีผู้อื่นใช้งานบัญชีไลน์ของตนผ่านอุปกรณ์อื่นได้
นายพริษฐ์ ระบุว่า คำชี้แจงดังกล่าวยังมีข้อพิรุธ เนื่องจากระบบของ LINE มีข้อจำกัดในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ และการเข้าถึงบัญชีย่อมต้องได้รับการอนุมัติจากเจ้าของบัญชี พร้อมตั้งคำถาม 5 ประเด็น ได้แก่ รัฐมนตรีเชื่อคำชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครองหรือไม่ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วหรือยัง จะทำให้กระบวนการสอบสวนมีความเป็นอิสระและโปร่งใสอย่างไร จะมีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ และพร้อมเปิดให้ตัวแทนจากหลายฝ่ายเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในการตรวจสอบหรือไม่
ด้านนายเจเศรษฐ์ขึ้นชี้แจงว่า อธิบดีกรมการปกครองได้ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมายังกระทรวงมหาดไทยแล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว และอธิบายว่าบัญชี LINE สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้หลายอุปกรณ์ ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าคำชี้แจงมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ หากพบข้อสงสัยก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อไป
“ตนคงไม่ใช้ความรู้สึกของตัวเองมาตัดสิน แต่ต้องเชื่อการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้” นายเจเศรษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่า หากผลการตรวจสอบพบว่าอธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้ส่งข้อความจริง อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหลักความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ รวมถึงอาจมีความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นประเด็นที่อาจสะท้อนถึงการแทรกแซงการเลือกตั้งผ่านกลไกราชการ พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายนายอำเภอจำนวน 304 คน ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 ก่อนการเลือกตั้งไม่นาน โดยระบุว่ามีถึง 148 คนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการหรือกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต ครอบคลุมกว่า 120 เขตเลือกตั้งในกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าว และเหตุใดไม่รอให้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปก่อน
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังตั้งคำถามถึงประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า 1 ใน 3 โรงพิมพ์ที่ กกต.คัดเลือกให้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง คือโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน สังกัดกรมการปกครอง จึงต้องการทราบว่ากรมการปกครองรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือไม่ และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในทางการเมือง
นายเจเศรษฐ์ตอบว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครรู้หรือไม่รู้ข้อมูลดังกล่าว แต่ทุกประเด็นสามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่าฝ่ายบริหารยินดีให้ข้อมูลตามอำนาจหน้าที่ และเห็นว่าข้าราชการกรมการปกครองไม่มีอำนาจที่จะไปกำหนดหรือชี้นำการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งได้
ในช่วงท้าย นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่สังคมกังวลในขณะนี้คือข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” อาจไม่ใช่เพียงข้อความในแชต แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของข้อสงสัยที่ประชาชนมีต่อหลายกระบวนการทางการเมือง พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่ดินเขากระโดง มติ ป.ป.ช. ในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และคดีฮั้วเลือก สว. ที่ยังเป็นที่จับตาของสังคม
ด้านนายเจเศรษฐ์ยืนยันว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องเชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยระบุว่า “ไม่มีมือที่มองไม่เห็น” และทุกเรื่องจะต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ยังทวงถามคำตอบเรื่องการโยกย้ายนายอำเภอกว่า 300 คนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเห็นว่ายังไม่ได้รับคำชี้แจงอย่างชัดเจน ขณะที่นายเจเศรษฐ์ยืนยันว่า การโยกย้ายนายอำเภอเป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำที่ดำเนินการตามปกติ ส่วนการทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและการขอความร่วมมือจาก กกต. พร้อมขอความเป็นธรรมให้กับข้าราชการกรมการปกครอง โดยระบุว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนเรื่องการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองของข้าราชการในสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ












