‘วราวุธ’ กำชับผู้ประกอบการเยียวยาชาวปราจีนที่ได้รับผลกระทบสารปนเปื้อนในน้ำทุกบาททุกสตางค์
‘วราวุธ’ กำชับผู้ประกอบการเยียวยาชาวปราจีนที่ได้รับผลกระทบสารปนเปื้อนในน้ำทุกบาททุกสตางค์ ชี้นายอำเภอเป็นคนกลางดำเนินการ คาด 2-3 วันรู้ผลค่าน้ำ-ดิน ขอประชาชนอย่ากังวลปมจีนให้ทุนพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล ยัน มีที่มาที่ไปตรวจสอบได้ ที่อันตรายคือที่ลักลอบนำเข้า ยอมรับเห็นใจทุกฝ่ายเหตุคอนเทนเนอร์เข้าวันละหลายหมื่นตู้
วันนี้ (3 พ.ย. 69) เวลา 08.40 น.ที่มณฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรียังกังวลเรื่องมลพิษสารปนเปื้อนในน้ำที่ไหลมาจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ว่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมากรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เก็บตัวอย่างเพิ่มเติมรวมถึงเก็บตัวอย่างดินเพื่อดูว่าระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 31 ตุลาคมค่าของสารต่าง ๆ มากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร แต่คาดว่าน่าจะมีสารตกค้างอยู่ยิ่งปริมาณน้ำลดลงมากเท่าไรปริมาณสารเคมีที่อยู่ในลำน้ำหรือท้องนาก็จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งนี้ตนเองได้ขอให้บริษัทดำเนินการเยียวยาประชาชนทุกบาททุกสตางค์และทราบมาว่าแกนนำประชาชนต้องการให้หน่วยงานราชการเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างประชาชนกับผู้ประกอบการซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นายกรัฐมนตรีให้ทุกหน่วยงานทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกันซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ขอให้นายอำเภอเป็นคนกลางในการพูดคุยค่าเสียหายขณะที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะไปสำรวจความเสียหาย
ส่วนผลการตรวจจะใช้เวลา 1 สัปดาห์คาดว่าอีก 2-3 วันจะได้ผลตรวจทั้งค่าน้ำ ค่าดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวพร้อมย้ำว่าตนเองได้เร่งให้เยียวยาประชาชนอย่างทั่วถึง
นายวราวุธยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องที่ไทยรับทุนจากจีนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล 375,900 ดอลลาร์สหรัฐจนเกิดความกังวลว่าจะเป็นช่องว่างให้มีการลักลอบขนขยะอันตรายเข้าประเทศไทยว่าเรื่องที่เป็นตัวหนังสือนั้นไม่อันตรายเพราะทุกอย่างมีต้นทาง มีปลายทางแต่ที่อันตรายคือตัวไม่มีหนังสือ มีการพยายามลักลอบนำเข้าทางช่องทางธรรมชาติหรือการซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์มีการสำแดงเท็จซึ่งเรื่องนี้เห็นใจทุกฝ่ายเพราะตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้ามาในประเทศไทยในแต่ละวันมีหลาย 10,000 ตู้ ดังนั้นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าจะไม่นำไปสู่การทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานรัฐและหน่วยงานรัฐโดยตรง เป็นการสื่อสารแนวทางที่จะกำจัดได้อย่างถูกวิธี














