‘สิริพงศ์’ ยัน ปี 70 ประชาชนได้ใช้รถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย
‘สิริพงศ์’ ยัน ปี 70 ประชาชนได้ใช้รถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย หลังคมนาคมชง ครม. โอนรวมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายให้ รฟม. ดูแลเจ้าเดียว คาดภายในสัปดาห์หน้า หวังเคลียร์ระบบตั๋วร่วม-หนี้สิน
วันนี้ (2 มิ.ย.69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงวาระที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการโอนสิทธิ์บริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า วันนี้วาระดังกล่าวอาจเข้าสู่การพิจารณาไม่ทัน เนื่องจากการรับฟังความเห็นยังตอบกลับมาไม่ครบ ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีหน่วยงานใดบ้าง คาดว่าจะสามารถพิจารณาวาระดังกล่าวได้ในสัปดาห์หน้า
สำหรับเนื้อหาหลักของเรื่องนี้ นายสิริพงศ์กล่าวว่า เป็นการยกเลิกมติของคณะรัฐมนตรีเก่า ในการทำอัตราค่าโดยสารใหม่ ตลอดสายเริ่มต้นจาก 17 บาท ไม่เกิน 45 บาท ทุกแพลตฟอร์มรวมกัน ซึ่งมติ ครม.เดิม ให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นหน่วยงานที่ทำระบบเคลียริ่งเฮาส์เบื้องหลัง ซึ่งเราคิดว่าระบบเคลียริ่งเฮาส์ที่กระทรวงการคลังดำเนินการอยู่แล้ว โดยใช้ธนาคารกรุงไทยน่าจะมีความพร้อมอยู่ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการเรื่องเคลียริ่งเฮาส์หลังบ้าน และยังมีเรื่องของการโอนสิทธิ์ โอนรายได้โอนหนี้สินของสายสีเขียวและสายสีทองให้กับ รฟม. เพื่อให้สามารถดำเนินการ Single ownership (การถือกรรมสิทธิ์เดียว)
เมื่อถามว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันเป็นของขวัญให้ประชาชนในปี 2570 หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า ทันแน่นอน เพราะตอนนี้เริ่มดำเนินการมาไกลพอสมควรแล้ว หัวใจสำคัญของโครงการนี้ มันต้องมีหัวอ่านอีเอ็มวี ซึ่งตอนนี้รถไฟที่ยังไม่มีคือสายสีเขียวและสายสีทอง ส่วนสายอื่น ๆ มีครบทั้งหมดแล้ว จึงต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมให้รถไฟทั้ง 2 สายติดหัวอ่านอีเอ็มวี เพื่อดำเนินการ Single ownership ได้
ส่วนจะมีการโอนกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าทุกสายเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า โอนทุกสายรวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อให้รถไฟฟ้าสายสีแดงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. เวลาออกนโยบายต่าง ๆ จะได้สามารถดำเนินการได้ และค่าแรกเข้าจะต้องไม่เก็บซ้ำซ้อนเก็บเพียงครั้งเดียว
เมื่อถามว่ารถไฟฟ้าบางสายที่ยังติดเรื่องสัมปทานอยู่ นายสิริพงศ์กล่าวว่าเดี๋ยวต้องไปดูกัน เพราะบางสายสัมปทานใกล้หมด อาจจะไม่ใช้วิธีการเจรจา แต่จะใช้วิธีการในการช่วยประชาชนโดยตรงมากกว่า












