POLITICS

นายกฯ ประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา เคาะ Quick Win 4 ด้าน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ – มั่นคง – สังคม – ป้องกันภัยพิบัติ

ดัน “รถไฟทางคู่สายใต้ เฟส2” สุราษฎร์ – ปาดังเบซาร์ วงเงินแสนล้าน ยกระดับเยียวยาให้เร็วขึ้นด้วยระบบประกันภัยพิบัติ เหตุใช้เงินน้อยกว่า แต่ดูแลประชาชนดีขึ้น ขณะที่ ด้านความมั่นคง เตรียมใช้ AI ช่วยตรวจคนเข้าเมือง แย้ม ครม.สัญจรฯ รอบหน้าหัวเมืองอีสาน จ.อุดรธานี

วันนี้ (1 ก.ย. 69) เวลา 12.25 น. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 1/2569 ว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันทีครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ด้วยตัวเองทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำ และผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น กระทรวงการคลังที่ให้พิจารณาด้านการเงิน และภาษี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจซอฟต์โลน บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมถึงกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการขุดลอก และบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานี และร่องน้ำสงขลา เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการประกอบอาชีพ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท และจะได้หารือกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้แรงงานไทยได้ได้รับการคุ้มครอง และดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา หัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกกับประชาชน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เป้าหมายคือสร้างความสงบสร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตทำมาหากินเพื่อประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง

ด้านการป้องกัน และบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติวงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทำการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ และเทศบาลเมืองควนรัง จังหวัดสงขลา นอกจากนี้ รัฐบาลเห็นชอบการดำเนินการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียนอีกด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ที่สำคัญการประชุมวันนี้ได้เห็นชอบหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือน แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิมเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้ายครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าว รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งระยะระยะที่ 2 มีเส้นทางภาคใต้ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์

นอกจากนี้ ตนได้ขอให้สภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเร่งการศึกษาในการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ด้วยเพื่อให้การคมนาคมขนส่งระบบเป็นไปไปด้วยความสมบูรณ์เป็นการเชื่อมสิ่งต่างๆ ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และการขนส่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งเมื่อวาน (31 ส.ค.) ได้เป็นสักขีพยานในการเร่งดำเนินการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง ทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยจะมีสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อย และลันตาใหญ่ จากนี้ไปประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางโดยรถยนต์หรือแม้แต่การขับขี่จักรยานไปเที่ยวจากจังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตา และเกาะลันตาน้อยได้ ซึ่งถือเป็นของการเดินทางที่ไม่ใช่ทางเรือเพียงอย่างเดียว และยังมีสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่จะทำให้เกิดความชื่อมระหว่างจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง จากเดิมที่ต้องเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งลดเหลือเพียง 20 นาที ซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่ง ที่จะทำให้ต้นทุนการดำรงชีวิตการขนส่งสินค้า ลดลงจำนวนมาก และจะเป็นการยกระดับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้ย

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การมาประชุมคณะรัฐมนตรีที่ภาคใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้รับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำ ซึ่ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพเป็นอย่างมากทางด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการสนับสนุนศักยภาพเหล่านี้ และเร่งแก้ไขข้อจำกัด ที่ทำให้ประชาชนที่ยังไม่ไม่สามารถใช้ศักยภาพตรงนี้ของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยต้องมีเพิ่มมากขึ้น โอกาสต้องมีเพิ่มมากขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตนและคณะรัฐมนตรีพร้อมรับฟังสนับสนุน และทำงานกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เราจะเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างโอกาสสร้าง ความมั่นคง สร้างคุณ และภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูง วันนี้เป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งแรกของรัฐบาลนี้ ได้เห็นการขับเคลื่อนต่างๆ ที่เป็นไปในเชิงบวกอย่างมากมาย ได้มีการสร้างความเข้าใจสร้างความคุ้นเคยกับข้าราชการ ตลอดจนข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งภาคเศรษฐกิจ การปกครอง และความมั่นคง เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ต้องมีการสลับเปลี่ยนหน้าที่ในปีงบประมาณ 2570 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาตุลาคมนี้ ที่ทดแทนคนที่เกษียณอายุราชการ และผู้ที่ได้รับการกำหนดให้มาดำรงตำแหน่งใหม่ได้มาพบปะกันไม่มีการปกปิดอะไรกัน เพื่อที่การทำงานจะไม่เกิดช่องว่าง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องไร้อุปสรรค

“เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้ผมคิดว่าคงต้องมีรูปแบบของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ขณะนี้กำหนดอย่างไม่เป็นทางการไว้ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งต่อไปคงไปภาคอีสาน น่าจะเริ่มจากศูนย์กลางธุรกิจเศรษฐกิจในภาคอีสานโดยอาจเริ่มที่จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดต่อไป และพยายามไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด ตอนนี้เป็นระดับภาคก่อนแล้วค่อยเป็นระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดตามที่เวลาจะอำนวยในแต่ละช่วง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้า ว่า ให้การคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คืออุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อหลังคาเรือน/ต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไปและคุ้มครองชีวิต กรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วันโดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบแล้วน้อยกว่าจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายเรื่องของการเยียวยา ทั้งค่ารักษาพยาบาลค่าถุงยังชีพค่าตั้งศูนย์พักพิง ถือว่าเป็นการประกันความเสี่ยงถ้าไม่เกิดพายุเลยก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ ทั้งนี้ วงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ 45,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คำนวณมาเบื้องต้น เราจะใช้จ่ายเงินที่น้อยลง แต่การคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้นซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

Related Posts

Send this to a friend