POLITICS

เคาะแล้ว ! โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ระยะ 3 วงเงิน 93,000 ล้าน และโครงการ ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ วงเงิน 28,000 ล้าน

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ “คนละครึ่ง” ระยะที่ 3 กรอบวงเงิน 93,000 ล้านบาท และโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” กรอบวงเงิน 28,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โครงการ “คนละครึ่ง” ระยะที่ 3 เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน 31 ล้านคน เป็นค่าใช้จ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าและบริการทั่วไป โดยรัฐสนับสนุนร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่าย หรือไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน โดยประชาชนจะได้รับการเติมเงินใน แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แบ่งเป็น 2 รอบ ๆ ละ 3 เดือน ( ก.ค. – ก.ย.64) และ (ต.ค. – ธ.ค. 64) ซึ่งจะได้รับสิทธิรอบละ 1,500 บาท รวมได้รับสิทธิ 3,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการรับสิทธิได้ตั้งแต่มิถุนายน – ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าสิทธิจะเต็ม โดยสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2564 คาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 186,000 ล้านบาท ส่งผลให้ GDP ขยายตัวร้อยละ 0.55

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเผยว่า ที่ผ่านมามีผู้ได้รับสิทธิแล้วจำนวน 15 ล้านสิทธิ์ เมื่อกดยืนยันรับสิทธิ จะได้รับสิทธิอัตโนมัติ และจะเปิดให้มีการลงทะเบียนสำหรับผู้ต้องการรับสิทธิเพิ่มเติมอีก 16 ล้านคนในเร็วๆ นี้ โดยคุณสมบัติ คือ สัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชนไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือไม่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิโครงการ “ยิ่งใช้ยิงได้”

สำหรับผู้ประกอบการที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายของประชาชนจะเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ผู้ประกอบการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป (2) ผู้ประกอบการบริการ (3) ผู้ประกอบการประเภทบริการด้านขนส่งสาธารณะ และ(4) ผู้ประกอบการประเภทบริการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ

สำหรับ “โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้” เป็นการสนับสนุนวงเงินสิทธิในรูปแบบบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) เมื่อซื้อสินค้าและบริการ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ไม่รวมสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ รวมทั้งบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ และบริการอื่นตามที่กำหนด โดยจำกัดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดที่จะนำมาคำนวณสิทธิ์ e-Voucher ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน และไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคนเพื่อนำไปใช้ต่อ ซึ่งในรายละเอียดนั้นทางกระทรวงการคลังจะชี้แจงเพิ่มเติมต่อไป

สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเป็นประชาชนไม่เกิน 4 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติคือ เป็นประชาชนสัญชาติไทยมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” ระยะที่ 3 เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 268,000 ล้านบาท ช่วย GDP ขยายตัวร้อยละ 0.80 ด้วย

Related Posts