น้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ ‘เงินก้อนแรกในชีวิต’ ของ ‘เอเอมิ’ จากสิทธิการทำงานของผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา
‘เอเอมิ’ หนึ่งในแรงงานผู้หนีภัยสู้รบเมียนมา เล่าทั้งน้ำตาแห่งความภูมิใจ หลังตัดสินใจออกจากพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก มาทำก่อสร้างที่กรุงเทพ มีความสุขที่สุดกับการส่งเงินเดือนก้อนแรก 15,000 บาทกลับไปเลี้ยงคนในครอบครัว 6 ชีวิต
ท่ามกลางวิกฤตการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 26 ส.ค.68 ที่เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบชาวเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ตาก, กาญจนบุรี และราชบุรี สามารถออกมาทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ได้กลายเป็นแสงสว่างและโอกาสครั้งสำคัญของผู้คนในแคมป์อพยพที่รอคอยการสร้างชีวิตใหม่มานานหลายปี
The Reporters พบกับ ‘เอเอมิ’ หญิงสาววัย 27 ปี แรงงานที่เป็นผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา กลุ่มแรกที่ทำงานกับบริษัท ธนาภาก่อสร้าง จำกัด เธอคือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยมีพ่อแม่และครอบครัวอาศัยอยู่ที่นั่นมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี
เมื่อความช่วยเหลือลดลง จึงตัดสินใจดิ้นรนเพื่อครอบครัว
เอเอมิเล่าว่า เธอเกิดและเติบโตในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ ก่อนหน้านี้พวกเธอได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้พอจะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องออกมาข้างนอก แต่ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป ความช่วยเหลือเหล่านั้นลดน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้เปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยได้ออกมาทำงานได้ เธอจึงตัดสินใจสู้เพื่อลูกหลานและครอบครัวที่ต้องดูแล
“ตอนนี้คือเราไม่มีความช่วยเหลือแล้ว เราเลยต้องออกมาหางานทำเองและเขาเปิดโอกาสให้เราได้เปิดหูเปิดตาออกมาทำงานด้านนอก เรามีลูกมีหลานมีครอบครัวแล้วต้องดูแลเลยตัดสินใจออกมา”

เอเอมิสามารถปรับตัวได้ดีในงานก่อสร้าง แม้จะเป็นงานหนักสำหรับผู้หญิง เธอพึงพอใจกับสวัสดิการที่ได้รับ มีรถรับส่ง มีที่พักให้ ค่าไฟค่าน้ำไม่ต้องจ่าย เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเธอ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น
น้ำตาแห่งความภาคภูมิใจกับรายได้ก้อนแรกในชีวิต
‘เอเอมิ’ น้ำตาคลอเบ้า เมื่อพูดถึงความรู้สึกหลังได้รับเงินเดือนเดือนแรก เธอบอกว่า “มีความสุขมาก” โดยเงินก้อนแรกที่เธอได้รับจากการทำงานนั้นสูงถึง 15,000 บาท ซึ่งเธอได้ส่งเงินทั้งหมดกลับไปให้ครอบครัวทั้ง 6 ชีวิตที่ยังคงอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทันที
ตลอด 4 เดือนที่ทำงานมา เธอได้รับเงินเดือนประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน แต่อาจมีบางเดือนที่มีวันหยุดเยอะ รายได้ก็จะลดหลั่นลงมาตามวันทำงานจริง เช่นเดือนที่ผ่านมาได้รับ 10,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้คือรายได้หลักที่สร้างความสุขให้กับพ่อแม่ของเธอที่อยู่ในแคมป์มานานกว่า 40 ปี
อิสระความสุขและอิสรภาพที่เลือกเองได้ พร้อมชวนเพื่อนเลือกออกมาเพื่ออนาคต
เอเอมิยอมรับว่ามีความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เธอจึงอยากแนะนำเพื่อน ๆ ที่ยังอยู่ในศูนย์พักพิงว่า หากใครมีความพร้อมและอยากสร้างรายได้ก็อยากให้ตัดสินใจออกมา
“อยากจะแนะนำว่าถ้าทำได้จริง ๆ ก็ตัดสินใจออกมา เราทำได้กี่วันก็ได้เท่านั้น และอีกอย่างหนึ่งเรามีความสุขเพราะว่าเราอยู่ที่นี่จะมีอิสระมากกว่าที่ไปอยู่ที่โรงงาน ถ้าอยากจะมีความสุขหรือมีความอิสระก็ตัดสินใจมาที่นี่ได้” เอเอมิกล่าวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม
รายงาน: ชฎาภรณ์ ภาษีเนตร













