HUMANITY

UNHCR ยกย่องไทยเป็นชาติแรกในเอเชียให้สิทธิการทำงานกับผู้ลี้ภัย เป็นโมเดลที่ทั่วโลกสนใจ

เชื่อการสร้างงานให้พึ่งพาตนเอง เป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจและสังคม ชื่นชมเอกชนเปิดรับแรงงานเพื่อมนุษยธรรม พร้อมสนับสนุนรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง

“สิทธิการทำงานมีความหมายอย่างยิ่งกับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่เคยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งตอนนี้ได้รับโอกาสมาอยู่ที่นี่ มีงานทำจริง ๆ เป็นภาพที่อบอุ่นมาก ๆ หนึ่งในนั้นบอกกับผมว่าเขามีความสุขที่ได้รับอิสรภาพ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่เคยเป็นผู้รับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมมากว่า 40 ปี แต่พร้อมเปลี่ยนมาพึ่งพาตนเองให้ได้”

นายราอุฟ มาซู (Mr. Raouf Mazou) ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ด้านปฏิบัติการ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยความรู้สึกที่ได้พบกับแรงงานที่เป็นผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ซึ่งได้มาทำงานที่บริษัท ธนาภาก่อสร้าง จำกัด ย่านรามคำแหง กรุงเทพมหานคร

นายราอุฟ มาซู ลงพื้นที่ร่วมกับนางแทมมี่ ลินน์ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ UNHCR ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 69 ได้พูดคุยกับนางธนาภา ทองโคตร กรรมการผู้จัดการ บ.ธนาภาก่อสร้าง จำกัด และตัวแทนแรงงาน 9 คน จากจำนวนกว่า 70 คนที่มาทำงานตั้งแต่เดือนมกราคม 69 ซึ่งบริษัท ธนาภาก่อสร้าง เป็นหนึ่งในเอกชนที่รับผู้หนีภัยจากการสู้รบ ตามมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ปรับสถานะจากผู้พักพิงสู่แรงงาน เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานและส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง ซึ่งรัฐบาลไทยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 26 ส.ค. 68 และเริ่มให้ออกมาทำงานได้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69 หลังจากพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งในประเทศไทย ที่ดูแลผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมามาตั้งแต่ปี 2527 ถูกตัดงบประมาณจากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เดือน ก.ค. 68

นายราอุฟเปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่อบอุ่นใจมากจริง ๆ ที่ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับระบบการให้สิทธิแรงงานกับผู้ลี้ภัย การตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่อนุญาตให้ผู้คนได้ทำงาน ซึ่งตอนที่อยู่นครเจนีวาเคยได้ยินเรื่องการตัดสินใจครั้งนี้ แต่ในวันนี้ได้มาเห็นด้วยตัวเองแล้วว่าสิ่งนี้มีความหมายอย่างไรในความเป็นจริง

“มันมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาที่เคยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งตอนนี้ได้รับโอกาสให้มาอยู่ที่นี่และมีงานทำจริง ๆ หนึ่งในนั้นพูดถึงเรื่อง “อิสรภาพ” สิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ก็คือพวกเขามีอิสระ แต่สิ่งที่เราได้ยินมาด้วยเช่นกันก็คือ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อคุณเคยเป็นผู้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมานานถึง 40 ปี แล้วตอนนี้ต้องเปลี่ยนมาพึ่งพาตนเอง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ มันคุ้มค่า มันให้อิสระ แต่ก็ไม่ได้ง่ายเลย”

ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ UNHCR มองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากครับที่ได้ยินเพื่อนร่วมงานจากกระทรวงมหาดไทยเล่าถึงวิธีที่พวกเขากำลังวิเคราะห์ พูดคุย และประเมินผลว่าระบบนี้ดำเนินงานไปอย่างไรบ้างจนถึงตอนนี้ และอย่างที่พวกเขาบอกครับว่า หลังจากผ่านไปหนึ่งปี พวกเขาจะทำการประเมินผลและดูว่าต้องทำอย่างไรต่อไป เพื่อกำหนดเงื่อนไขและเอื้ออำนวยให้ทุกคนที่ตัดสินใจออกมาทำงาน สามารถทำงานและประสบความสำเร็จได้ และเป็นโอกาสที่ดีมากครับที่ได้ไปที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และได้เห็นการมอบบัตรประจำตัวประชาชนจำนวน 3 ใบให้กับผู้หนีภัยชาวเมียนมา ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ สามารถมีซิมการ์ดเป็นของตัวเองได้ และหมายความว่าพวกเขาจะมีเอกสารแสดงตนที่จะช่วยคุ้มครองพวกเขาจากความเสี่ยงในการถูกค้ามนุษย์หรือภัยอื่น

“ผมจึงอยากจะขอบพระคุณและชื่นชมรัฐบาลไทยเป็นอย่างยิ่งสำหรับการตัดสินใจที่กล้าหาญครั้งนี้ รวมถึงแนวทางการดำเนินงานที่มีระบบแบบแผน สิ่งที่เราหวังว่าจะได้เห็นในเร็ว ๆ นี้คือการไม่มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวอีกต่อไป และผู้หนีภัยชาวเมียนมาที่จำเป็นต้องเดินทางออกจากประเทศเนื่องจากปัญหาความมั่นคงในบ้านเกิด จะได้รับโอกาสให้อยู่ในประเทศไทย มีเอกสารที่จำเป็นสำหรับการคุ้มครองและความปลอดภัยของพวกเขา และพวกเขาสามารถทำงานได้ ไม่ว่าจะที่นี่ ในกรุงเทพฯ หรือที่ใดก็ตามในประเทศ ใกล้กับสถานที่ที่พวกเขาอยู่หรือที่อื่น ๆ”

นายราอุฟกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่เราในฐานะองค์กรกำลังพยายามขับเคลื่อนในระดับโลก เพื่อสนับสนุนรัฐบาลต่าง ๆ ที่ตัดสินใจอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ แทนที่จะต้องอยู่ในพื้นที่พักพิงและรอรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เปลี่ยนเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ความสามารถและความรู้ เพื่ออุทิศทักษะและความรู้เหล่านี้ให้แก่ประเทศและชุมชนที่ให้การต้อนรับพวกเขา UNHCR พร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาลไทย ทั้งการสนับสนุนทางเทคนิค ความช่วยเหลือทางวิชาการ และสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้เรียนรู้จากประเทศอื่น ๆ สามารถนำมาแบ่งปันได้ นอกจากนี้ เรายังจะพยายามระดมทรัพยากรจากประชาคมระหว่างประเทศด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ภาระที่เกิดจากผู้ลี้ภัยนั้นเป็นสิ่งที่ต้องแบกรับร่วมกัน ไม่ใช่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งที่ต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง

“เราจะยังคงพยายามระดมทุนจากผู้บริจาคทวิภาคีที่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก (World Bank) บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) สถาบันเหล่านี้ทั้งหมด รวมถึงโปรแกรม INSPIRE ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการพัฒนาของสหภาพยุโรป ในอดีตหน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาดูแลเรื่องการถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน (Forced Displacement) เพราะพวกเขาคิดว่าเป็นเพียงประเด็นด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพวกเขาเข้าใจแล้วว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ และคุณจำเป็นต้องใช้แนวทางการพัฒนาเข้ามาตอบโจทย์หากต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน เราจะยังคงให้การสนับสนุนต่อไป ทั้งการสนับสนุนทางเทคนิคแก่รัฐบาลไทย และการช่วยระดมทรัพยากรต่าง ๆ ครับ”

นายราอุฟยอมรับว่า การให้สิทธิทำงานกับผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาของรัฐบาลไทย เป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการดูแลผู้ลี้ภัยทั่วโลกได้ เพราะในปัจจุบันเริ่มมีหลายประเทศทั่วโลกที่ตัดสินใจเปลี่ยนแนวทาง และไม่ให้ผู้ลี้ภัยต้องอาศัยอยู่แต่ในพื้นที่พักพิงอีกต่อไป แต่สำหรับในภูมิภาคเอเชีย สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำจะเป็นโมเดลหรือตัวอย่างเดียวที่มีอยู่ ส่วนในภาพรวมของโลก มีตัวอย่างจากบราซิลและโคลอมเบีย รวมถึงในบางประเทศของทวีปแอฟริกาด้วยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

“แต่อยากจะบอกว่าในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรก และเราหวังว่านี่จะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต่อไป”

ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ UNHCR กล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ เมื่อใครบางคนจำเป็นต้องลี้ภัย พวกเขายังคงมีความสามารถและมีความรู้ติดตัวมาด้วย และหากคุณต้องการแนวทางแก้ไข หากคุณต้องการให้พวกเขาสามารถกลับประเทศต้นทางได้ หรือหากคุณต้องการให้พวกเขามีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่รับพวกเขาไว้ คุณก็ต้องอนุญาตให้พวกเขาได้ทำงาน

“การต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยและคอยรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปตลอด 20 ปี หรือ 30 ปีนั้นไม่ใช่เรื่องดี มันไม่ส่งผลดีต่อตัวบุคคล และไม่ดีแม้กระทั่งกับผู้ที่ต้อนรับพวกเขา เพราะในเมื่อคุณอ้าแขนรับใครสักคนเข้ามา คุณยอมเสียสละสิ่งต่าง ๆ แต่แล้วคุณกลับต้องเห็นพวกเขาพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปตลอดกาล ในขณะที่คุณเองในฐานะคนไทยยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้น มันจึงสำคัญมากที่จะต้องเปลี่ยนผ่านในเรื่องนี้ และผมคิดว่ารัฐบาลไทยกำลังแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมและสำคัญยิ่ง”

นายราอุฟกล่าวย้ำว่า UNHCR จะเข้าไปสนับสนุนเพื่อให้รัฐบาลดำเนินนโยบายนี้ต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้ยินจากกระทรวงมหาดไทยว่า พวกเขากำลังเฝ้าสังเกตการณ์ว่านโยบายนี้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้จำเป็นต้องดำเนินต่อไป สำหรับชาวเมียนมามากกว่า 70,000 คนที่อยู่ในค่ายผู้อพยพตอนนี้ รวมถึงคนอื่น ๆ ที่อาจจะเข้ามาอีกเนื่องจากสถานการณ์ในประเทศของพวกเขา ซึ่งโชคร้ายที่ยังคงมีความขัดแย้งอยู่ ดังนั้น การนำนโยบายนี้มาใช้จริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อที่เราจะได้มอบการสนับสนุนที่จำเป็นทั้งหมดได้

“การได้มาอยู่ที่บริษัทภาคเอกชนก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงภาคเอกชนเท่านั้นที่จะสามารถหยิบยื่นตำแหน่งงานให้ได้ และเมื่อคุณต้องการให้ใครสักคนพึ่งพาตนเองได้ มันก็ต้องขับเคลื่อนผ่านภาคเอกชน ในอดีต เรามักจะเข้าหาภาคเอกชนในแง่ของงานการกุศลหรือการบริจาคเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้เรามองว่าภาคเอกชนเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อปัญหาการพลัดถิ่นอย่างยั่งยืนและถาวร และการที่ได้ยินเจ้าของบริษัทแห่งนี้แสดงความมุ่งมั่นที่จะจ้างงานผู้พลัดถิ่นชาวเมียนมาต่อไป ก็เป็นเรื่องเชิงบวกมาก ๆ ตอนนี้เรากำลังร่วมมือกับบริษัทเอกชนรายอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน แต่การได้เห็นภาคเอกชนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ”

นายราอุฟเปิดเผยว่า ในหลายประเทศกำลังนำนโยบายที่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยทำงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจอย่างเช่นในทวีปแอฟริกา ทั้งเอธิโอเปียและรวันดาเริ่มทำมากขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี นอกจากนี้ ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (High Commissioner) ของเราได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดจำนวนผู้ลี้ภัยที่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการพลัดถิ่นระยะยาวลงให้ได้ประมาณ 50% ภายในปี 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งก็คือในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจะลดลงครึ่งหนึ่ง และสิ่งที่เราได้เห็นที่นี่จะช่วยส่งเสริมเป้าหมายระดับโลกที่ข้าหลวงใหญ่ได้ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน

Related Posts

Send this to a friend