HEALTH

กรมการแพทย์ เตือน ‘มะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

กรมการแพทย์ เตือน ‘มะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม เผยปัจจัยเสี่ยง สัมผัสสารเคมีบางชนิด-ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช็กสัญญาณเตือน ‘ต่อมโต-ไข้เรื้อรัง-น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ’ แนะรู้เท่าทัน หากรู้ไวโอกาสหายขาดสูง

วันนี้ (14 ก.ย. 69) นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ต่อมน้ำเหลือง มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่วขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร พบได้ทั่วทั้งร่างกาย ภายในมีเม็ดเลือดขาวปริมาณมาก ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกัน ปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม

สำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด “ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte)” เมื่อเซลล์ลิมโฟไซต์เกิดการแบ่งตัวผิดปกติและไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์เหล่านี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็ง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ เช่น ม้าม ตับ และไขกระดูก บางกรณีอาจแพร่กระจายถึงสมองหรือน้ำไขสันหลัง ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ได้แก่ การสัมผัสสารเคมีบางชนิดโดยตรง หรือสารเคมีในอุตสาหกรรมบางประเภท การมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน โรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง (SLE) ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HIV, EBV, ไวรัสตับอักเสบซี และติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Helicobacter pylori หรือได้รับรังสีในจำนวนที่มากเกินไป

ร.อ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่มีสัญญาณเตือน ได้แก่ มีก้อนต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ไม่เจ็บและไม่ยุบหาย มีไข้เรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์โดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อออกมากผิดปกติโดยเฉพาะตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเฉพาะที่ที่เกิดจากต่อมน้ำเหลืองโตในบริเวณนั้น ๆ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปวดแน่นท้อง ท้องอืด

ชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma) ผู้ป่วยมักมีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอและช่องอก และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma) พบได้มากกว่า และแบ่งย่อยออกได้อีกประมาณ 30 ชนิด แบ่งย่อยตามลักษณะการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็น 2 แบบ

1.ชนิดโตช้า การแบ่งตัวและแพร่กระจายค่อนข้างช้า ไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง รักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้ไม่จำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัดทุกคน

2.ชนิดโตเร็ว ต้องได้รับการรักษาทันที หากไม่รักษาผู้ป่วยอาจเสียชีวิตใน 6 เดือน – 1 ปี ถ้าได้รับการรักษาทันท่วงทีมีโอกาสหายขาดแม้จะอยู่ในระยะไหนก็ตาม

พญ.ชนิกา มหาธำรงชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรศาสตร์โรคเลือด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อนำไปตรวจทางพยาธิวิทยา หรือตรวจจากเลือดเพื่อหาเซลล์มะเร็งในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด นอกจากนี้ แพทย์ต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ รวมถึงเจาะไขกระดูกตรวจเพื่อบ่งบอกระยะของโรค

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ การเฝ้าติดตามอาการโดยยังไม่จำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัด ในกรณีผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโตช้าโดยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรือตรวจทางรังสีเป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสม

การให้ยาเคมีบำบัด ยาจะออกฤทธิ์ไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยไปรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง อาจรักษาร่วมกับยามุ่งเป้าที่มีฤทธิ์ในการจับกับโปรตีนบนผิวของเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งได้

การฉายรังสี คือ การรักษาด้วยรังสีปริมาณสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ การปลูกถ่ายโดยอาศัยเซลล์ของผู้บริจาค หรือการปลูกถ่ายโดยอาศัยเซลล์ของผู้ป่วยเอง เพื่อเพิ่มระยะเวลาควบคุมให้โรคสงบ ลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ เพิ่มอัตราการรอดชีวิต

การรักษาใหม่สำหรับโรคที่กลับเป็นซ้ำหรือดื้อต่อยาเคมีบำบัด ด้วยการใช้เซลล์บำบัด (CAR-T Cell Therapy) คือ การนำเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมาดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการ ติดอาวุธให้เซลล์กลับไปค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยในประเทศไทย

สุดท้ายนี้ สามารถป้องกันด้วยการหมั่นสังเกตอาการสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไข้ไม่ทราบสาเหตุเกิน 2 สัปดาห์ มีก้อนตามตัว เบื่ออาหารน้ำหนักลด ให้รีบพบแพทย์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีโดยตรง รับประทานอาหารสุก สะอาด

Related Posts

Send this to a friend