CRIME

Exclusive: รู้จักตัวตน “สมคิด พุ่มพวง” ฆาตกรต่อเนื่อง “คิด เดอะริปเปอร์” ผ่านบทสัมภาษณ์ขณะอยู่ในเรือนจำ

“ไอ้ที่เป็นข่าวนั่นยังไม่ถึงเศษเสี้ยวที่ผมเคยทำมาเลย” สมคิด พุ่มพวง

แกะรอยความคิด ฆาตกรต่อเนื่อง “คิด เดอะริปเปอร์”

ย้อนรอยสัมภาษณ์พูดคุยกับอดีตฆาตกรต่อเนื่อง “สมคิด พุ่มพวง” เจ้าของฉายา “แจ็ค เดอะริปเปอร์เมืองไทย” กับแรงจูงใจสังหารเหยื่อ ก่อนที่ราชทัณฑ์ยอมรับกลั่นกลองลดโทษพลาดปล่อยตัวออกไป

ชื่อของ “คิด เดอะริปเปอร์” อันเป็นฉายาของฆาตรกรต่อเนื่องชื่อกระฉ่อน “สมคิด พุ่มพวง” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางขณะนี้ กับการมีหลักฐานเข้าไปพัวพันกับเหยื่อฆาตกรรมล่าสุดที่จังหวัดขอนแก่น

แม้กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นจะยังไม่สามารถชี้ชัดว่าเขาคือฆาตกรตัวจริง แต่การมีภาพถ่าย และพยานบุคคลมากมายต่างยืนยันว่าสมคิด พุ่มพวง มีส่วนพัวพันกับคดีนี้

ย้อนกลับไปหลังกำแพงคุกบางขวางเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2558 เราเจอกับชายผิวขาว รูปร่างเตี้ยแต่ตัน ดูแข็งแรง ผมหยิกสั้นตัดเกรียนมีหงอกแซม หน้าผากกว้าง และมีนัยน์ตาแข็งกระด้างเสมอเมื่อถามถึงเรื่องราวอันเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องโทษทัณฑ์

“สมคิด พุ่มพวง” ถูฝ่ามือไปมาตลอดเวลาเมื่อเล่าถึงฉากที่เขาลงมือฆ่าเหยื่อ

มีคนบอกว่า ในคุกมีแต่คนบริสุทธิ์ เพราะไม่มีใครยอมรับหรอกว่าตนเองกระทำความผิดมา แต่เบื้องหน้าของเราคือคนที่แตกต่างจากนั้น เพราะเขายืนยันว่าฆ่าเองทุกศพ ทว่าในถ้อยความอันเหี้ยมเกรียมนั้น ถูกห่อหุ้มด้วยคำพูดที่แลดูนุ่มนวล สุภาพ มีเหตุเป็นผล และหลายครั้งที่เขาแสดงออกว่ารู้เยอะ-รู้ทันไปหมดทุกเรื่องทุกคน ผู้คุมคนหนึ่งบอกเราว่า ตอนแรกเขาจะเงียบๆ ไปบ้าง แต่ถ้าถามตรงจุดทุกอย่างจะพรั่งพรูออกมาเอง

“ในนี้ไม่มีใครยุ่งกับผมหรอก ผมอยู่ของผมดีๆ อย่ามาทำให้ยุ่ง ใครเข้ามามั่วๆ ผมด่าแม่เลย”

“สมคิด พุ่มพวง” เจ้าของฉายา “แจ็ค เดอะริปเปอร์เมืองไทย”

“แดง -สมคิด พุ่มพวง” บอกกับเราถึงชีวิตหลังคุกบางขวางที่มีอาชญากรตัวเอ้ทั่วฟ้าเมืองไทยอัดแน่นอยู่ ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลที่ผู้คุมเล่าให้ฟังว่า เขาพยายามทำตัวเงียบๆ นิ่งๆ ไม่สุงสิงใครเพื่อให้เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม เพราะคาดหวังต่อการลดโทษต่อไป

เมื่อเขายอมรับด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่าเขาฆ่าเหยื่อมาทุกคน ตามที่ปรากฎในสำนวนคดี จึงต้องถามเขาตรงๆว่า เขาฆ่ามาแล้วกี่คน

เขาหัวเราะโพล่งออกมา “ไอ้ที่เป็นข่าวนั่นยังไม่ถึงเศษเสี้ยวที่ผมเคยทำมาเลย!”

เราบอกตนเองว่าสิ่งที่ฆาตกรใจคอเหี้ยมเกรียมคนนี้เล่าออกมาต้องฟังหูไว้หู ทว่าเขาท้าให้เราไปสืบค้นทุกๆ เหตุการณ์ว่ามันปรากฎอยู่จริงตามที่เขาเล่าไหม หากติดตามข่าวเหยื่อทุกคนที่สมคิดลงมือฆ่า หากไม่ถูกหักคอ หรือรัดคอด้วยมือก็ใช้เชือกมัด เขาไปเรียนรู้เรื่องเหล่านี้มาจากไหน

“ผมเคยไปทำงานที่เวียดนาม ไปดูแลคาสิโนที่นั่น นายทุนคนไทยไปเปิด ไปเจออดีตทหารเวียดกง เขาก็สอนให้ เขาบอกว่า วิธีหักคอต้องทำมือแบบนี้ เดินไปข้างหลังตอนเหยื่อไม่ทันตั้งตัว พล๊อคเดียว รับรองตายทุกราย “เขาอธิบายพร้อมท่าทาง ทำมือให้ผมดู

“ส่วนคนไหนไม่ตาย ผมก็มีวิธีอีก จับบีบคอ ถ้ามีอ่างน้ำก็จับกดน้ำ ถ้าไม่มีก็มีวิธีรัดลูกกระเดือกปิดหลอดลม ทุกอย่างเขาสอนผมมาหมด”

แล้วทำไมต้องฆ่า?

“เก็บไว้ทำไม พวกไม่ซื่อสัตย์ คนสุดท้ายที่มันเป็นสายให้ตำรวจผัวมัน ปล่อยผู้หญิงมาเป็นนางนกต่อ ผมฆ่าทิ้งเลย ให้ผัวมันรู้ว่าอย่ายุ่งกับคนอย่างผม” เขาตอบ

เราเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฎในสำนวนแตกต่างจากที่เขาเล่าพอสมควร แต่ฟังพฤติกรรมของคนอย่างสมคิด พุ่มพวง ก็อดคิดถึงฆาตกรชื่อกระฉ่อนอีกคนไม่ได้

“ศักดิ์ ปากรอ” มือฆ่าแขวนคอเหยื่อครอบครัวบุญทวี 5 ศพที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

พฤติกรรมแรก คือการใช้เชือกรัดคอ ศักดิ์ ปากรอ ถนัดใช้เงื่อนพิรอดหักคอ ส่วนพฤติกรรมที่สองคือความเหี้ยมโหดผิด มนุษมนา “ศักดิ์ ปากรอ” เคยนั่งสูบบุหรี่อย่างใจเย็นกลางโถงบ้านเหยื่อ เพื่อดูพ่อและลูกชายสามคนดิ้นทุรนทุรายบนราวบันไดขาดใจตายต่อหน้าต่อตา

ขณะที่สมคิด พุ่มพวงบอกว่าเขาถนัดมือเปล่าแต่ใช้เชือกเป็นบางครั้ง และไม่เคยผูกเป็นเงื่อน แต่จะใช้แรงแขนรัดไปตรงๆ เขาจะจับรัดจนกว่าเหยื่อนิ่ง เขาจะจับชีพจร แล้วค่อยวางลง และยังนั่งมองเหยื่ออีกครู่ใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่า เหยื่อขาดใจตายแน่แล้ว จะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก

“เคยมีคนหนึ่งฟื้นขึ้นมา ผมจับไปรัดคอใหม่อีกรอบ” เขาบอก

แต่ ศักดิ์ ปากรอ ถูกยิงตายหลังออกจากคุกไม่นาน ส่วนฆาตกรต่อเนื่องฉายา “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์เมืองไทย” บอกว่า เขามีหนี้แค้นที่ต้องชำระหลังออกจากคุก

“กับผู้คุมผมยังกล้าบอกเลย ออกไปผมเอามันแน่”

“ใคร?” ผมถาม

เขามองตาเขม็ง นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นส่อแววเหี้ยมเกรียม

“ถ้าผมไม่ฆ่ามัน อย่าเรียกผมว่าสมคิด พุ่มพวง!”

ขณะที่พูดคุยกัน มีหลายจังหวะที่สมคิด พุ่มพวง แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีแต่ความคิดตัวเองอัดแน่นอยู่ในหัว มีแต่ความโกรธ ความเกลียด และแค้นเคืองคนทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวยุ่งในชีวิต แม้เขาชะงักฟังคู่สนทนาครู่หนึ่งในประเด็นที่ต่างออกไป แต่ก็ไม่ได้ฟังจริงๆ เขาแสดงออกชัดเจนว่าทุกคนรู้น้อยกว่าเขา และพร้อมจะดึงกลับมาในเรื่องเล่าซ้ำเดิมของตนเอง พร้อมบริภาษใส่เหยื่อทุกคนที่เขาฆ่า ราวกับว่าโลกของเขานั้น ไม่มีเส้นแบ่งคุณธรรม-จริยธรรมใด หรือไม่ ความถูก-ผิด คือสิ่งที่เขากำหนดขึ้นเอง

5 ศพที่เป็นตกเป็นเหยื่อต่อเนื่องภายในปีเดียว คือปี 2548 และมีถึง 4 ศพที่ถูกฆ่าไล่เรียงห่างกันเพียง 1 อาทิตย์ภายในเดือนมิถุนายน

30 ม.ค. ฆ่า น.ส.วารุณี พิมพะบุตร นักร้องคาเฟ่ ตายในสภาพถูกมัดและกดน้ำเสียชีวิตภายในห้องพัก โรงแรมใน ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร โดยเหยื่อถูกปลดทรัพย์สินไปเกลี้ยง

4 มิ.ย. ฆ่า น.ส.ผ่องพรรณ ทรัพย์ชัย หมอนวดแผนโบราณ ตายคาโรงแรมใน ต.สวนดอก อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งสมคิดบีบคอจนตายคามือ

11 มิ.ย. เดือนเดียวกัน ฆ่านางพัชรีย์ อมตนิรันดร์ นักร้องคาเฟ่ รัดคอด้วยสายไฟ ตายในห้องพักโรงแรมชื่อดัง ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง

18 มิ.ย. ฆ่า น.ส.พรตะวัน ปังคะบุตร หมอนวดสาว กดน้ำตายที่โรงแรมใน อ.เมืองอุดรธานี

ปิดท้ายที่ 21 มิ.ย. น.ส.สมปอง พิมพรภิรมย์ หมอนวดแผนโบราณสาววัย 25 ปี ถูกฆ่าด้วยวิธีบีบคอจนขาดใจตาย แล้วปลดทรัพย์สินหลบหนีไป

หลังถูกกองปราบจับกุมตัวได้ เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในชั้นศาล และยืนกรานสู้คดี และขอเป็นทนายให้ตนเองทั้ง 5 คดีในศาลชั้นต้น และเมื่อคำพิพากษาออกมา เขาก็อุทธรณ์สู้ทุกคดี

สมคิดเล่าว่า มีคนติดต่อทนายให้มาช่วยว่าความ แต่เขาคุยด้วยไม่รู้เรื่อง

“ผมด่าแม่เลย ทนายพูดผิดๆ ถูกๆ ไม่แม่นเรื่องข้อมูล ผมว่าความเองดีกว่า”

ข้อความข้างต้นมันสะท้อนว่าเขาเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากแค่ไหน ทั้งในเรื่องข้อกฏหมายและข้อมูล ความคิดเห็น แม้มันไม่ได้ช่วยให้เขาพ้นโทษทัณฑ์ ทว่าอย่างน้อยก็หวังให้โทษเบาลง เฝ้ารอวันได้รับอภัยโทษ

ขณะที่เราคุยกันอยู่นั้น คือวันที่สมคิดบอกว่าเขากำลังรอคำตอบเรื่องทำเรื่องย้ายไปเรือนจำหนองคาย

ทำไมต้องเป็นภาคอีสานทั้งที่สมคิดเป็นคนปักษ์ใต้ สมคิดบอกว่า เขามีครอบครัวมาหลายครั้งทั้งหมดคือหญิงสาวชาวอีสาน รวมทั้งคนก่อนที่เขาถูกควบคุมตัวมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอุดรธานี (และเมื่อปี 2559 ก็มีข่าวลูกชายของเขาในวัย 26 ปีขณะนั้นถูกจับกุมในข้อหาตระเวนลักทรัพย์ และโจรกรรมภายในจังหวัดอุดรธานี) ซึ่งชัดเจนว่า เขามีความคุ้นเคยกับพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างดี เขาสามารถพูดคุยเป็นภาษาอีสานได้ เพราะใช้ชีวิตเกินกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ราบสูง

และเมื่อพลิกแฟ้มอาชญากร จะพบว่าก่อนถูกจับกุมตัวในฐานะฆาตกรต่อเนื่อง เขาเคยต้องโทษมาแล้ว ฐานเบิกความเป็นพยานเท็จในคดีฆาตกรรม “ปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร (ซึ่งผู้ต้องหาในคดีนี้คือ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือผู้พันตึ๋ง ซึ่งต้องโทษจำคุกและพ้นโทษออกมาแล้ว) จนถูกศาลพิพากษาจำคุก 6 เดือน ระหว่างถูกจองจำยังเขียนจดหมายข่มขู่ครอบครัวแกนนำกลุ่มต่อต้านการสร้างบ่อขยะราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ (ซึ่งเป็นคดีที่แกนนำต่อต้านบ่อขยะถูกยิงเสียชีวิต ต่อมาสามารถจับกุมมือปืนที่ก่อเหตุได้ เป็นอดีตทหารที่เสียชีวิตไปแล้ว และผู้จ้างวานฆ่าเป็นอดีตสมาชิก อบต. ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต)

กับบางคดีที่เขาเข้าไปพัวพันยังเป็นปริศนาเรื่องสายสัมพันธ์เพราะเขาไม่ยอมเล่า แต่กับคดีฆ่าต่อเนื่องยังเป็นคำถามว่าเหตุใดเขาจึงลงมือปลิดชีวิตทุกคนอย่างง่ายดาย ราวกับทุกชีวิตนั้นไร้ค่าในสายตาของสมคิด พุ่มพวง

แม้จะปฏิเสธการกระทำในชั้นศาล แต่ในคำบอกเล่าเบื้องหน้าเขายอมรับว่าเป็นฝีมือของตัวเอง ซึ่งเขาอาจเคยคุยกับหลายคน แต่ละครั้งแทบไม่มีข้อมูลตรงกัน เช่น เขาอ้างว่าเหยื่อทั้ง 5 ราย เป็นสายของตำรวจบ้าง หรือเป็นการรับจ้างทวงหนี้เลือดจากนายทุนที่รู้จักกันบ้าง จนคนฟังไม่อาจจับแรงจูงใจในการกระทำเหี้ยมโหดได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ตรงทุกครั้ง คือชีวิตปูมหลังของเขา ซึ่งสมคิดไม่ได้เล่าด้วยน้ำเสียงของการเพ่งโทษชะตากรรมตัวเอง แต่เขาพูดถึงมันราวกับเหตุการณ์ๆ หนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้นเอง

“พ่อผมเป็นคนใจร้อน เมาทีไรก็ตบตีลูกเมีย สุดท้ายเอาผมไปฝากไว้กับลุงเขย ผมโตมากับลุง ลุงก็เป็นคนใจร้อนนี่แหละ แกชอบดุด่า ผมฟังก็นิ่ง ด่าไปเถอะ กูไม่เชื่อ”

เป็นที่แน่ชัดว่าเขาซึมซับกับภาพความรุนแรงมาแต่ยังเยาว์ที่บ้านเกิด ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กระทั่งมองเห็นชีวิตเป็นสิ่งไร้ค่า โลกคือฉากละครที่เขาไม่เคยไว้ใจ

“คือมันมีแต่คนเอาเปรียบกัน ไม่ซื่อสัตย์กัน ผมไม่ชอบ ก็ไปทะเลาะกับเขาไปทั่ว ลุงก็ไม่ชอบผมตั้งแต่เด็กๆ ลุงแกไม่เข้าใจ ตอนนั้นลุงแกปลูกผักไว้ ตอนวัยรุ่นผมเกเรหน่อย มีคนแถวบ้านเป็นญาติห่างๆ เอาวัวมากินผักในสวน เตือนแล้วเตือนอีกไม่ฟัง ผมเลยสับคอมันเลย เอาเชือกวัวรัดคอแล้วไล่ให้วัวมันวิ่ง ลากศพไปจนคอขาด”

เขาทะเลาะกับลุงอย่างรุนแรงกับการกระทำอย่างไร้สตินั่น แต่สมคิดยืนยันว่าเขาคิดดีแล้ว และเลือกที่จะทำเพื่อจบปัญหา แม้จะส่งผลให้เขาต้องก้าวเท้าออกจากร่มเงาของลุง หลบหนีไปใช้ชีวิตบนเส้นทางของอาชญากรรมตั้งแต่นั้นมา ทั้งลักเล็กขโมยน้อย จี้ชิงทรัพย์ เพียงแต่ตำรวจไม่เคยตามจับเขาได้จนแต่ละคดีหมดอายุความไป สุดท้ายเขาเล่าว่าจับผลัดจับผลูได้ไปเป็นผู้คุ้มกันให้เสี่ยคนหนึ่ง จนได้รับความไว้วางใจไปเป็นคนดูแลบ่อนคาสิโนที่เวียดนาม

ที่นั่นเขาได้เจอกับอดีตทหารเวียดกง ซึ่งสอนให้เขารู้จักวิธีการฆ่าโดยไม่ต้องใช้กระสุนปืนหรือคมมีด เพียงแต่มืดเปล่าๆ หรือเชือกสักเส้นก็สามารถปลิดชีวิตเหยื่อลงอย่างง่ายดาย

ง่ายขนาดนั้น เหมือนกับที่เขามองไม่เห็นคุณค่าชีวิตของเหยื่อ

เขากล่าวย้ำคำว่า “ไม่ซื่อสัตย์” “งานสกปรก” ทุกครั้งที่พูดถึงเหยื่อ แม้จะกลบร่องรอยด้วยข้อมูลที่ปะติดปะต่อไม่ได้ แต่ทำให้มองเห็นว่า ทำไมเขาจึงเลือกฆาตกรรมเหยื่อที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริการ อาจไม่ตรงกับคำว่า “โสเภณี” เหยื่อของอดีตฆาตกรต่อเนื่องชื่อกระฉ่อนโลก “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” เสียทีเดียว แต่มันก็ใกล้เคียง

และเหยื่อทุกคนล้วนต้องหลบซ่อนพฤติการณ์ขณะทำงาน เรียกไปพบในที่พักได้ เขาสามารถวางแผนก่อเหตุในพื้นที่ตัวเองคุ้นเคยอย่างง่ายดายก่อนหลบหนี นั่นเป็นเหตุผลรางๆ ที่ทำให้เห็นว่าทำไม “คิด เดอะ ริปเปอร์” จึงเลือกฆาตกรรมเหยื่อประเภทนี้เพื่อสนองความเกลียดชังในใจตัวเอง

และเมื่อก่อเหตุครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองอย่างง่ายดายในวิธีการเดิมๆ ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และครั้งต่อๆ มาจึงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขากลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ชื่อเสียงสร้างความหวาดผวาต่อผู้คนทั่วฟ้าเมืองไทยขณะนี้.

เรื่อง : ณรรธราวุธ เมืองสุข
ภาพ: แฟ้มภาพ

Related Posts