POLITICS

ปชป. ฟื้นกฎหมายภาคประชาชน 5 ฉบับ ดันแก้ รธน. ตั้ง ส.ส.ร. ห้ามแตะหมวด 1-2

‘พรรคประชาธิปัตย์’ ฟื้นกฎหมายภาคประชาชน 5 ฉบับ ดันแก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง ส.ส.ร. ห้ามแตะหมวด 1-2 พร้อมยื่นสอบผลประโยชน์ทับซ้อน ‘ศักดิ์สยาม’ ต่อ

วันนี้ (21 พ.ค. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สรุปการขับเคลื่อนงานด้านนิติบัญญัติ และมาตรการตรวจสอบของพรรคฯ ในรอบสัปดาห์ ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงรุกเพื่อกอบกู้สิทธิของประชาชน และอุดช่องว่างทางกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเพิกเฉย เดินหน้ายื่นร่างกฎหมายสำคัญ และตรวจสอบทุจริตเข้มข้น

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ “ไม่ยืนยัน” ร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ค้างมาจากสภาฯ ชุดก่อน สส.ประชาธิปัตย์ จึงร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระเบียบวาระของสภาฯ อีกครั้ง โดยหยิบเนื้อหาที่ผ่านการเคาะจากชั้นกรรมาธิการวิสามัญชุดก่อนมาปัดฝุ่น และยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ประกอบด้วย

1.ร่าง พ.ร.บ.รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างฉบับของ ปชป. จะใช้เนื้อหาเดิมที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคประชาชน และภาคธุรกิจ แต่จะลดระยะเวลาบทเฉพาะกาลจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยให้สอดรับกับเกณฑ์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามหมุดหมายของประเทศ

2.ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการทุกรูปแบบ นำร่างที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วมาปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่

3.ร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ยกระดับและรับรองสถานะทางกฎหมาย กำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ และสิทธิประโยชน์ โดยเพิ่มกลไก “กองทุนสวัสดิการ อสม.” สร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคง

นอกจากนี้ พรรคฯ จัดทำร่างกฎหมายพร้อมยื่นต่อสภาฯ อีก 2 ฉบับ คือ

1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ปรับปรุงกติกาให้หน่วยงานรัฐต้องจัดทำและจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อความโปร่งใส เอื้อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล กระชับกระบวนการอุทธรณ์ในกรณีที่รัฐปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็วและเป็นธรรม

2.ร่าง พ.ร.บ.สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศในการคานอำนาจและเจรจาต่อรอง พร้อมบรรจุบทบัญญัติบังคับให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม SMEs ไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนการตรวจสอบความโปร่งใส คณะทำงานกฎหมายของพรรคฯ ตรวจสอบมติและการแถลงข่าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็และไม่ได้แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง

พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมีผลผูกพันทุกองค์กร และชี้ชัดแล้วว่าพฤติการณ์ของนายศักดิ์สยามเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 มีผลประโยชน์ทับซ้อน สส.ปชป. จึงเข้าชื่อกันเพื่อยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนและวินิจฉัยความผิดในประเด็นนี้ต่อไป

สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์มีเสียง สส. ไม่เพียงพอตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมโดยลำพัง จึงประสานพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์ และเผชิญปัญหาทำนองเดียวกัน เพื่อผลักดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เตรียมยื่นร่างร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า มีกรอบสาระสำคัญ 3 ประการ

1.ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต้องกระจายตัว กำหนดให้ ส.ส.ร. มาจากการคัดเลือกและมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกลไกการโหวตเลือกในรัฐสภาต้องออกแบบให้เกิดการกระจายสัดส่วน ไม่ให้กลุ่มทุน หรือเสียงข้างมากในสภาฯ เข้าควบคุม หรือผูกขาดอาณัติของ ส.ส.ร.

2.ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์)

3.ปรับปรุงกระบวนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาหลังจากที่ ส.ส.ร. ยกร่างเสร็จสิ้น เพื่อให้กลไกประชาธิปไตยเดินหน้าโดยไม่ถูกกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีเงื่อนไขพิเศษใช้อำนาจยับยั้งจนร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องตกไป

Related Posts

Send this to a friend