มท. 3 เผย อดีตปลัดอำเภอเชียงดาว ทุจริตสวมทะเบียนให้ต่างชาติแล้ว 18 ราย กรมการปกครองขยายผลต่อ
‘เจเศรษฐ์’ มท. 3 เผย ‘หมิง เฉิน ซุน’ หวังได้สัญชาติไทยเพื่อประโยชน์ธุรกิจ พบอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว ทุจริตสวมทะเบียนให้ต่างชาติแล้ว 18 รายจาก 445 ราย กรมการปกครองขยายผลต่อ – CIB จัดการเครือข่ายสแกมเมอร์มาสวมสิทธิคนไทย ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ส่งสอบทั้งจังหวัด
วันที่ 15 พ.ค. 69 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 5 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวร่วมกับ นายธนยศ ทิมสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการปกครองฯ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. นายกิตติศักดิ์ พิมสาร ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. จ.เชียงใหม่ และนายสมชาย ติไชย ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. จ.เชียงใหม่ กรณีนายหมิง เฉิน ซุน สัญชาติจีน ผู้ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) เลขประจำตัว 6 ที่อยู่ เขตคลองสามวา กทม. ซึ่งถูกจับกุมหลังเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่ อ. บางละมุง จ.ชลบุรี และตรวจค้นพบอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนประเภทต่าง ๆ ในรถยนต์และบ้านพัก
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า กรณีนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการตรวจสอบรายการทางทะเบียนของ นายหมิง เฉิน ซุน โดยเร่งด่วนทันที โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครองและหัวหน้าคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) นำกำลังชุดปฏิบัติการสืบสวน DOPA N.I.C.E. ลงพื้นที่ตรวจสอบ
“จากการสืบสวนพบว่า รายการทางทะเบียนของนายหมิง มีพิรุธผิดธรรมชาติ มีลักษณะเข้ามาในงานทะเบียนราษฎร เพื่อผลประโยชน์ในการอยู่อาศัยและการดำเนินทางธุรกิจในประเทศไทย และยังพบว่า รายการทางทะเบียนของนายหมิง มีความเชื่อมโยงกับการสวมสิทธิ์กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งบางรายพบว่าเป็นคนสัญชาติจีน เครือข่ายสแกมเมอร์ ที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้แล้ว”
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า สำหรับรายการทางทะเบียนของนายหมิง ที่พบแน่ชัดแล้วคือการย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านใน อ. เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 อันเป็นเท็จ ซึ่งมีอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว ปัจจุบันเป็นปลัดอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นผู้จัดเตรียมเอกสารให้ทั้งหมด ซึ่งข้อเท็จจริงนายหมิง ไม่เคยมาอยู่อาศัยในบ้านเลขที่นี้ใน อ. เชียงดาว จ.เชียงใหม่
“มูลเหตุที่นายหมิงย้ายเข้ามาใน อ. เชียงดาว เชื่อว่าประสงค์มาสวมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ หรือคนไทยเพื่อผลประโยชน์ในการอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในไทยให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าอดีตปลัดอำเภอเชียงดาวรายนี้ ในห้วงปี 2564 ได้จัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนมากถึง 445 ราย และพบว่ามี 18 รายที่จัดทำโดยมิชอบ กรมการปกครอง จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก. ปปป. ดำเนินคดี” นายเจเศรษฐ์ กล่าวย้ำ
นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า จากการส่งชุดปฏิบัติการ DOPA N.I.C.E. พบว่า นายหมิง เฉิน ซุน มีเอกสารหลักฐานที่มีบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทยเป็นบัตรสีชมพู เลข 6 ออกโดย อ. เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยนายหมิง แต่งงานกับหญิงไทยชื่อจัน เข้าเมืองอย่างถูกต้องมีหนังสือเดินทางจีน แล้วเข้ามาอยู่ทะเบียนบ้านที่เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จากนั้นขอย้ายทะเบียนไปที่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะประสงค์อยากได้สิทธิเข้ามาทำธุรกรรมในอนาคต แต่ในปี 2565 ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคดีพบชาวจีนมาสวมตัว และดำเนินคดีกับปลัดอำเภอเชียงดาวในสมัยนั้นจนถูกจับกุม จึงไม่ได้ทำต่อ
“แต่เราตรวจพบชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนบัตรชมพูจากเลข 6 มาเป็นเลข 8 เพื่อให้ได้บัตรประชาชนสีฟ้า เมื่อไม่ได้ทำในปี 2565 นายหมิง จึงย้ายกลับมาในกรุงเทพฯ จากกรณีนี้จึงมีการดำเนินการออกหมายจับโดยพนักงานสอบสวน ปลัดอำเภอเชียงดาวและทีมงานที่ทำไม่ใช่เฉพาะนายหมิง แต่พบว่าอำเภอเชียงดาวที่จับกุมเมื่อต้นปี 2569 มีความเชื่อมโยงระหว่างอำเภอเวียงแหง และ อ. เชียงดาว จึงพบว่าการทุจริตทางทะเบียนมีการทุจริตสวมสัญชาติไทยอย่างชัดเจน”
รองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ปลัดอำเภอที่จับกุมวันนี้ พบว่า มีการจัดทำเอกสารทางทะเบียนไปแล้ว 445 ราย พบพิรุธ โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบพบคนจีน เมียนมา และกัมพูชา ที่เข้ามา 18 ราย ไม่ได้อยู่ชายแดนจริง กรมการปกครอง จึงร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้ทุกอำเภอตรวจสอบทั้งหมด
นายบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการเดินบัญชีรายการทางทะเบียนของ นายหมิง เฉิน ซุน พบว่ามีหนังสือเดินทาง 2 รายการ เป็นของสัญชาติจีนและหนังสือเดินทางโดมินิกัน โดยเข้าประเทศไทยมาอย่างถูกต้องโดยมีวีซ่า และจดทะเบียนสมรสกับนางสาวจัน โดยพิรุธแรก พบว่าการจดทะเบียนสมรสที่ กทม. ระบุว่าไม่เคยอาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งพบว่ามีบุคคลต่างด้าวที่ได้สัญชาติไทยที่ อ. เชียงดาว เป็นพยานจดทะเบียนสมรสที่กรุงเทพฯ จากนั้น นายหมิง เฉิน ซุน เอาทะเบียนสมรสและหนังสือเดินทางจีน ไปเพิ่มชื่อเข้าที่กรุงเทพฯ ที่เขตคลองสามวา โดยเอาชื่อเข้าทะเบียนบ้าน จนได้บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติ บัตรสีชมพู เลข 6
“จากนั้นรายการของนายหมิง เฉิน ถูกตรวจสอบโดยนายทะเบียนคนหนึ่งที่ถูกจับที่ อ. เวียงแหง ชี้ให้เห็นก่อนที่เขาจะย้ายมา อ. เชียงดาว มีขบวนการที่เข้าไปดูรายการ และถูกย้ายไปที่ อ. เชียงดาว ซึ่งบ้านนั้นโดยวิสัยไม่น่าจะอยู่ได้ เป็นบ้านของคุณยาย อายุ 77 ปี เป็นชนเผ่าพูดไทยไม่ได้เลย เขียนไม่ได้ พิมพ์ลายนิ้วมือ โดยมีการนำชื่อนายหมิง เข้าไปบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ หรือคนไร้สัญชาติ โดยวันที่ย้ายเข้าไปอยู่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยดำเนินการทางทะเบียน และตอบแทนค่าย้ายเข้าให้ยาย 77 ปี เป็นเงิน 2,000 บาท”
นายบัณฑิต กล่าวว่า กรณีที่อำเภอเชียงดาว เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนเชียงดาว มี 2 เรื่อง คือ กรณีนายเพิ่มเกียรติ เคยถูกดำเนินคดีสวมตัวคนไทยในปี 2565 โดยนำคนจีนที่ชลบุรี มาสวมสิทธิเป็นคนไทยที่เชียงดาว แล้วถูกจับกุม และปลัดอำเภอเชียงดาว นำคนต่างด้าวที่มาสวมสิทธิไม่มีสัญชาติให้ได้เลข 0 จะเห็นว่าพื้นที่นี้มีทุจริต 2 เรื่อง คือสวมตัวคนไทย และทำบัตรไร้สัญชาติ ซึ่งในระหว่างย้ายชื่อเข้ามาอยู่รอดำเนินการ แต่เจ้าหน้าที่สวมตัวถูกจับในเดือนธันวาคม 2565 จึงไม่สามารถสวมตัวได้ จึงย้ายชื่อกลับไปกรุงเทพฯ และทำการหย่า
“ปลัดอำเภอที่ถูกจับกุมวันนี้ ได้จัดทำทะเบียนประวัติเลข 0 ในเวลา 2 เดือนมากถึง 445 คน เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการไปตรวจสอบบ้าน 2 หลัง พบว่าหลังแรกมีคน 11 คนที่เป็นคนต่างด้าว หลังที่ 2 มี 8 คน ทั้งสองบ้านไม่เคยเจอคนเหล่านี้อยู่เลย เข้าใจได้ว่าเป็นการสวมสิทธิทำบัตรไร้สัญชาติที่ไม่ถูกต้อง ส่วนที่เหลือได้ประสานทางจังหวัดตรวจสอบความถูกต้องเพิ่มเติมแล้ว” นายบัณฑิต กล่าว
พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว เปิดเผยว่ากรณีนี้ทราบกันว่ามีการจับกุม นายหมิง เฉิน ซุน ชาวจีนสวมบัตรสีชมพูที่ จ.ชลบุรี ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ติดตามชาวจีนที่สวมบัตร ทำไมมีอาวุธสงครามและเกี่ยวข้องกับการออกบัตรอย่างไร นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้ขยายผล ทำให้บูรณาการร่วมกันของ 5 หน่วยงาน พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องเรื่องนี้ จำนวน 4 หมายจับ คือปลัดอำเภอฮอด มี 2 หมายจับคดีละเว้นปฏิบัติหน้าที่และเอกสารเท็จ ส่วนลูกจ้างอำเภอเชียงดาว 1 หมาย และอีกหมายจับกับ นายหมิง เฉิน ซุน ส่วนผู้ใหญ่บ้าน 2 คน จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป
“สิ่งที่น่าห่วง การทุจริตสวมสัญชาติ เป็นภัยความมั่นคงของประเทศ ทำให้คนต่างชาติ ได้รับบัตรสีชมพู มีสิทธิทั้งค่ารักษาพยาบาล จึงเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะดำเนินการกลุ่มคนพวกนี้ โดย 5 หน่วยงานร่วมกันบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปอำนวยความสะดวกกลุ่มคนพวกนี้ให้ได้สัญชาติ กรมการปกครอง กับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย ให้ออกจากราชการมาหลายคน เราต้องทำต่อ เพราะกลุ่มคนพวกนี้เข้ามาสร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อนเป็นสแกมเมอร์ หลอกลวงคนไทย เป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้เพิกถอน หรือดำเนินคดีกับกลุ่มคนพวกนี้ หยุดยั้งการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และร่วมกันดำเนินการ ซึ่งยังมีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการอีกหลายส่วน และกรมการปกครองต้องไปดูว่า คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือสวมบัตรมีใครบ้าง จะต้องทำงานต่อ เพื่อเพิกถอนทางทะเบียนต่อไป” พล.ต.ต. จรูญเกียรติ กล่าวย้ำ
นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ตั้งแต่ปี 2563-2565 ที่มีการย้ายนายอำเภอเวียงแหงครั้งแรก เพราะมีการนำคนเข้าไปอยู่ทำบัตรเลข 0 จำนวนมาก และต่อมามีการสั่งให้นายอำเภอเวียงแหง ออกจากราชการ เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ
“ผมได้สั่งการกำชับรายการของคนต่างชาติ เพื่อจะได้ดูว่ามีความผิดปกติทางทะเบียน และได้มีหนังสือสั่งการให้นายอำเภอสำรวจความผิดปกติในการย้ายทะเบียน และมีจำนวนคนมากกว่าเนื้อที่ของบ้าน และให้เจ้าหน้าที่ตั้งทีมไปตรวจสอบ หากไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องเพิกถอนคนที่เข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้าน และตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต รวมถึงการตรวจสอบการจดทะเบียนสมรสของคนต่างด้าว” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวย้ำ












