นายกฯ นำคณะรัฐมนตรี นั่งล้อมวงคุยเจ้าสัวระดับประเทศ ยันรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก
นายกฯ นำคณะรัฐมนตรี นั่งล้อมวงคุยเจ้าสัวระดับประเทศ ขณะที่เจ้าสัว ‘ธนินท์ – เวทิต’ นั่งประกอบข้าง ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่ไปด้วยกัน เสริมความมั่นคง-แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจประเทศ ชี้ เมื่อประเทศประสบความสำเร็จ ทุกคนคือผู้ชนะ ยันรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก ไม่ยึดติดบริบท-กฎหมายเดิม
วันนี้ (15 พ.ค. 69) เวลา 17.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ
ภายในงาน มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ กรรมการบริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งข้างนายกฯ นอกจากนี้นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่าง ๆ เพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ
ส่วนเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาดพูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
ฉะนั้น โอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่าย ๆ ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐเอกชนต้องไปด้วยกันและในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุก ๆ อย่างวันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิม ๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่า ๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จึงได้ขอให้มีการจัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุกต์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้
“ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หนำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว













