CRIME

ศาลอาญาฯ นัดฟังคำพิพากษา คดี ‘โจ้ถุงดำ’

ศาลอาญาฯ นัดฟังคำพิพากษา คดี ‘โจ้ถุงดำ’ ครอบครัวเผยพร้อมยอมรับผลของคดี จะไม่อุทธรณ์หรือฎีกา แต่ขอจำเลยจ่ายเงินเยียวยา 1.5 ล้าน

วันนี้ (8 มิ.ย. 65) ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง นัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง พันตำรวจเอกธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผู้กำกับการ สภ.เมืองนครสวรรค์ และพวก รวม 7 คน ในคดีร่วมกันใช้ถุงดำคลุมศีรษะนายมาวิน ธนพัฒน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต

ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา ในเวลา 09.30 น. ผ่านระบบ Video Conference ไปยังเรือนจำที่คุมขังจำเลยทั้ง 7 คน โดยคุมตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาในห้องพิจารณาคดี เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 โดยมีทีมทนายความของจำเลย ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนมาฟังคำพิพากษา พร้อมยืนยันต่อสู้คดีไปตามพยานหลักฐาน เนื่องจากจำเลยไม่มีเจตนาให้นายมาวินเสียชีวิต เป็นการปฎิบัติหน้าที่เพื่อต้องการรีดข้อมูลที่ซ่อนยาเสพติด เพื่อประโยชน์ทางราชการเท่านั้น

ด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิต เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย โดยบอกว่า ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับ และจะไม่อุทธรณ์หรือฎีกา แต่ขอให้ฝ่ายจำเลยจ่ายเงินเยียวยา 1 ล้าน 5 แสนบาท ตามข้อตกลง

คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 จำเลยทั้ง 7 คน เป็นชุดปราบปรามยาเสพติด ของ สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้จับกุมตัวนายมาวิน ซึ่งเป็นผุ้ต้องหาคดียาเสพติดมาสอบสวน โดยใช้ถุงคลุมศรีษะจนหมดสติ ก่อนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จากนั้น คลิปในวันเกิดเหตุได้ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และออกหมายจับจำเลยใน 4 ข้อหา ประกอบด้วย

1.เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

2.เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง หรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

3.ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย

4.ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น

สำหรับข้อหาหลัก คือ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทารุณกรรมโหดร้าย มีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนอีก 3 ข้อหา ให้การรับสารภาพในชั้นศาล

Related Posts

Send this to a friend