BANGKOK

‘ชัชชาติ’ สั่งสอบทุจริตย้ายต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านย้อนหลัง 10 ปี ทุกเขต

‘ชัชชาติ’ สั่งสอบทุจริตย้ายต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านย้อนหลัง 10 ปี ทุกเขต หวั่นเป็นช่องโหว่เปิดทางทุจริต ลุยพัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ช่วยดูความผิดปกติก่อนเกิดความเสียหาย

วันนี้ (20 ส.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรประจำตัวสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ว่า กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้บัตรประจำตัวสีชมพู ซึ่งเป็นบัตรสำหรับบุคคลต่างด้าว ไม่ใช่บัตรประชาชนสำหรับบุคคลทั่วไป

โดยพบว่ากระบวนการดังกล่าวอาจมีรูปแบบการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายลักษณะ โดยในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยและมีบุตร แต่ภายหลังบุตรเดินทางกลับประเทศของตนเอง ขณะที่เอกสารการเกิดยังคงมีชื่อบุตรอยู่ จากนั้นอาจมีการนำข้อมูลของบุคคลดังกล่าวมาใช้สวมสิทธิ เพื่อย้ายชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง และนำไปใช้ประกอบการขอจดทะเบียนหรือจัดทำเอกสารให้มีสถานะเสมือนเป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังอาจมีรูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับการย้ายบุคคลจากทะเบียนบ้านกลางเข้าสู่ทะเบียนบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง เนื่องจากการจัดทำบัตรประจำตัว จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านเป็นหลักฐานประกอบ โดยอำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรในพื้นที่เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในแต่ละพื้นที่

“พบข้อสังเกตบางประการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีในพื้นที่เขตดินแดง ซึ่งมีบ้านหลังหนึ่งพบว่ามีบุคคลย้ายเข้าหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนเป็นจำนวนประมาณ 40-45 คน จึงถือเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการในกรณีดังกล่าว กทม. ดำเนินการเบื้องต้นด้วยการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 คน ออกจากตำแหน่ง หรือออกจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก่อน พร้อมสั่งให้มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในพื้นที่อื่นหรือสำนักงานเขตอื่น มีลักษณะเดียวกันหรือไม่ กำหนดให้การตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเสร็จและแจ้งให้รายงานมาภายในวันศุกร์นี้ (21 ส.ค. 69) จากเดิมที่แจ้งให้รายงานภายในวันที่ 1 ก.ย. 69 เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงของบุคคลและกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังได้สั่งให้มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไปมากกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 60 เพื่อค้นหาความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน โดยให้ตรวจสอบข้อมูลในทุกสำนักงานเขต ขณะที่กรณีในพื้นที่เขตดินแดง เมื่อปี 67 พบข้อมูลที่ต้องสงสัยพุ่งสูงมากจึงจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดและความเชื่อมโยงเป็นรายกรณี

ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม คือเส้นทางการเงินด้วยว่า เนื่องจากหากพบว่ามีการจ่ายเงินระหว่างนายหน้ากับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขต ก็จะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาได้ว่า มีผลประโยชน์หรือการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ โดยการเข้ามาช่วยตรวจสอบของหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้รวดเร็วและมีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น

“สิ่งที่น่าสนใจคือรูปแบบที่มีเส้นการเงิน ตัวอย่างเช่น ที่ตำรวจไปจับก็ตรวจสอบเส้นทางให้เรามั่นใจว่ามีความไม่สุจริตอยู่ ก็ทำให้ กทม. สามารถไล่ออกได้ ให้คนออกก่อนได้เร็วขึ้นเลย”

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงระบบแจ้งเตือนกรณีมีบุคคลจำนวนมากอยู่ในทะเบียนบ้านว่า ตามหลักการ หากบ้านใดมีบุคคลอยู่เกิน 15 คน ระบบจะมีสัญญาณเตือนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวในปัจจุบันเป็นการแจ้งเตือนสำหรับบุคคลทั่วไปหรือบุคคลสัญชาติไทย ขณะที่กรณีบุคคลต่างด้าวยังไม่มีระบบแจ้งเตือนในลักษณะเดียวกัน จึงอาจทำให้บางกรณีไม่ถูกตรวจพบโดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ หากมีการย้ายบุคคลจำนวนมากเข้าสู่ทะเบียนบ้านในวันเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยและควรตรวจสอบ แต่หากมีการทยอยย้ายเข้าทีละราย ระบบอาจไม่สามารถแจ้งเตือนได้ แม้ในทางกายภาพจำนวนบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านจะเกินความเหมาะสมก็ตาม

หากจำนวนบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสูงเกินหลักเกณฑ์ หรือเกินความเหมาะสม เจ้าหน้าที่ควรเข้าไปตรวจสอบ โดยยกตัวอย่างกรณีบ้านเขตดินแดงที่บ้านมีพื้นที่ประมาณ 40 ตร.ม. แต่มีบุคคลอยู่หรือมีชื่อในทะเบียนจำนวนมากถึง 40 คน ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่มีความผิดปกติอย่างชัดเจน

ส่วนการตรวจสอบจะมีการตรวจสอบย้อนหลังหากพบการเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบจะต้องดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และหากพบว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามความผิดอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ

การให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบมีความสำคัญ เพราะ กทม. มีข้อจำกัดด้านอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลบางประเภท โดยเฉพาะข้อมูลเส้นทางการเงิน หรือการเรียกข้อมูลจากบุคคลภายนอก แต่ตำรวจมีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว ทำให้สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของนายหน้า เจ้าหน้าที่ และการโอนเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ กทม. ไปเรียกคนอื่นมาให้ข้อมูลอะไรก็ไม่ค่อยได้ เพราะเราไม่มีอำนาจ แต่พอตำรวจไปดูเส้นทางเงินได้ ก็ทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น

“การตรวจสอบภายในด้านวินัยของ กทม. อาจใช้เวลานาน เนื่องจากต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล แต่เมื่อมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยสืบสวน จะทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่กรณีดังกล่าวสามารถดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ 4 รายออกจากการปฏิบัติหน้าที่ได้ก่อน ขณะที่การสอบสวนทางวินัยจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” นายชัชชาติ กล่าว

สำหรับความกังวลต่อกรณีดังกล่าว นายชัชชาติยอมรับว่า มีความกังวล เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า ระบบอาจมีช่องโหว่บางประการที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และอำนาจบางส่วนอาจกระจุกอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ กทม. จำเป็นต้องทบทวนกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับลูกทิพย์พ่อทิพย์ รวมถึงกระบวนการจดทะเบียนและการย้ายเข้าทะเบียนราษฎร พร้อมทั้งต้องตรวจสอบว่ามีช่องโหว่ในกระบวนการอื่นอีกหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต

กทม. จะต้องปรับแนวทางการทำงาน โดยให้ผู้อำนวยการเขตและหัวหน้าฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ควรปล่อยให้อำนาจการดำเนินการในเรื่องสำคัญตกอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว รวมถึงอาจพิจารณาการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้านทะเบียน เพื่อป้องกันการสะสมอำนาจและลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต

ส่วนกรณีที่ กทม. มีนโยบายแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่เดิม และมีข้อเสนอให้เพิ่มประเด็นงานฝ่ายปกครองและงานทะเบียนราษฎรเข้าไปในมาตรการดังกล่าวหรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า จำเป็นต้องเพิ่มและปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ถือเป็นเคสที่ทำให้ทุกคนได้ปรับปรุงกระบวนการใหม่ให้มันรอบคอบ แล้วก็ให้โปร่งใสมากขึ้น

สำหรับกรณีที่มีข้อมูลผู้ต้องสงสัยมากกว่า 3,000 ราย นายชัชชาติ กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับกรณีเดียวกัน เนื่องจากอาจเป็นข้อมูลที่มาจากหลายบ้านหลายหลัง จึงต้องตรวจสอบในรายละเอียดเป็นรายทะเบียนบ้าน ว่าแต่ละบ้านมีการลงทะเบียนบุคคลไว้จำนวนเท่าใด

เบื้องต้นเข้าใจว่ามีการกำหนดเกณฑ์จำนวนประมาณ 15 คน เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบ แต่จำนวนดังกล่าวอาจมีการปรับลดลงตามความเหมาะสม ก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทะเบียนบ้านแต่ละหลังอย่างละเอียดต่อไป

“จากกรณีพ่อทิพย์ ที่พบว่าชายหนึ่งคนมีการจดทะเบียนสมรสกับบุคคลต่างชาติหลายราย เช่น 5-6 ราย ก็ถือเป็นข้อมูลที่ควรตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบเพิ่มเติม โดยสามารถเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบได้ เพื่อพัฒนาระบบให้มีลักษณะเป็น Early Warning หรือระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายหรือการทุจริตในวงกว้าง” นายชัชชาติ ทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend