‘วรศิษฎ์‘ สั่งย้ายเครื่องสูบน้ำพญานาค 4 เครื่องจากแฟลตคลองจั่นไปช่วยเคหะร่มเกล้า หลังระดับน้ำลด
‘วรศิษฎ์‘ สั่งเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำพญานาค 4 เครื่องจากแฟลตคลองจั่นไปช่วยเคหะร่มเกล้า หลังระดับน้ำลดลงตามแผน ตั้งเป้าเห็นผลใน 1-2 วัน ย้ำ ไม่หยุดทำงานจนกว่าน้ำลด
วันนี้ (2 ต.ค. 69) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) สั่งการเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำพญานาค หรือเครื่องสูบน้ำท่อซิ่ง จำนวน 4 เครื่อง จากพื้นที่เคหะชุมชนคลองจั่น เขตบางกะปิ ไปสนับสนุนภารกิจเร่งระบายน้ำบริเวณเคหะชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ภายหลังการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่บริเวณแฟลตคลองจั่น เพื่อช่วยให้ระดับน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด และสถานการณ์เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมปรับรูปแบบการระบายน้ำในพื้นที่เดิม โดยใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กดูแลระดับน้ำต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อกำลังและอุปกรณ์ไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ ภายหลังจากการเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำพญานาคบริเวณเคหะชุมชนคลองจั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพมหานคร ผลการปฏิบัติงานพบว่าระดับน้ำบริเวณแฟลตคลองจั่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาตามแผนที่ได้กำหนดไว้ โดยเจ้าหน้าที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กเข้ามาดูแลและระบายน้ำที่เหลืออยู่ต่อเนื่อง
จากประภาพสิทธิการระบายน้ำที่ได้ผลดังกล่าว นายวรศิษฎ์ จึงได้สั่งการให้เร่งเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำพญานาค จำนวน 4 เครื่อง จากเคหะชุมชนคลองจั่น ไปยังเคหะชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้การปฏิบัติงานสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับภารกิจที่แฟลตคลองจั่น
“เมื่อพื้นที่คลองจั่นเริ่มคลี่คลาย เราต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่ต้องเร่งนำอุปกรณ์และกำลังที่มีไปช่วยพื้นที่อื่นที่ยังได้รับผลกระทบต่อทันที คือแนวทางการทำงานที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง” นายวรศิษฎ์ กล่าว
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจเร่งระบายน้ำบริเวณเคหะชุมชนร่มเกล้า คาดหวังว่า การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำพญานาคทั้ง 4 เครื่อง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำและทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้เห็นความคืบหน้าอย่างชัดเจนภายใน 1–2 วัน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานยังขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบ ระดับน้ำในลำน้ำสายหลัก และปริมาณฝนที่อาจตกเพิ่มเติม
นายวรศิษฎ์ ยังย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย โดยตนจะติดตามสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด ประสานการทำงานและเร่งแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
“ผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมต่างต้องการให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เราจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด แม้บางขั้นตอนอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากมีข้อจำกัดทางเทคนิคและปัจจัยทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะระดับน้ำในลำน้ำสายหลักและปริมาณฝนที่ตกลงมาเพิ่มเติม แต่เราจะไม่หยุดทำงาน และจะดูแลประชาชนในทุกพื้นที่อย่างเต็มกำลัง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายวรศิษฎ์ กล่าวทิ้งท้าย













