สธ. แถลงย้ำไทยยังไม่พบผู้ป่วย ‘ไวรัสนิปาห์’ เตรียมพร้อมรับมือ ยกระดับเฝ้าระวังนักเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง
วันนี้ (26 ม.ค. 69) กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) โดยมี นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องแถลงข่าวกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในต่างประเทศ
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ อาทิ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อร้ายแรง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุด ยังไม่มีข้อมูลเปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบผู้ติดเชื้อในต่างประเทศ และมีรายงานบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อจำนวน 2 ราย
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้ดำเนินภารกิจด้าน การเฝ้าระวัง คัดกรอง ติดตาม ควบคุมโรค และประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ มาหารือแนวทางและมาตรฐานการดูแลรักษา เพื่อเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลทั่วประเทศ
นพ.โสภณ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย โดยพื้นที่ที่พบการระบาดอยู่ในประเทศบังกลาเทศ และบางพื้นที่ของประเทศอินเดีย ซึ่งถือว่าอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขมีความกังวลในประเด็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ
สำหรับมาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศ ได้ดำเนินการในสนามบินหลัก ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยเน้นคัดกรองเที่ยวบินตรงจากพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์โรคอุบัติใหม่ พร้อมยกระดับมาตรการเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ในส่วนของการเฝ้าระวังผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ รัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย หากพบผู้ป่วยมีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจรุนแรง ปอดบวม หรืออาการทางระบบประสาท จะเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังและติดตามอาการเป็นระยะเวลา 21 วัน โดยที่ผ่านมา แม้มีการตรวจคัดกรองผู้ต้องสงสัย แต่ยังไม่พบเชื้อไวรัสนิปาห์แต่อย่างใด
นพ.โสภณ ยืนยันว่า มาตรการต่าง ๆ อยู่ในระดับที่เหมาะสม และ ไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่พบรายงานผลกระทบต่อคนไทยที่เดินทางหรือพำนักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
ด้าน พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากต่างประเทศพบว่า ผู้ติดเชื้อบางรายเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่รับเชื้อจากผู้ป่วยในชุมชน ซึ่งผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสกับค้างคาวหรือสิ่งคัดหลั่งจากค้างคาว เช่น การหยิบจับหรือรับประทานผลไม้ที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาว ทั้งนี้ ยังต้องติดตามข้อมูลจากประเทศอินเดียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็น สายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
พญ.จุไร ระบุว่า การระบาดในอินเดียจำกัดอยู่เฉพาะบางพื้นที่ เช่น รัฐเวสต์เบงกอล ไม่ได้แพร่กระจายทั่วประเทศ พร้อมยกตัวอย่างกรณีตรวจคัดกรองผู้สัมผัสกว่า 200 ราย แต่ไม่พบผู้ติดเชื้อ ถือเป็นสัญญาณที่ดี และสะท้อนว่า ไวรัสนิปาห์ไม่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายเหมือนโรคโควิด-19
สำหรับประเทศไทย พบว่ามีค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์ โดยมีการตรวจพบเชื้อในค้างคาวดังกล่าวเช่นกัน แต่มีอัตราการพบเชื้อต่ำมาก เพียงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับบางพื้นที่ในอินเดียที่พบสูงถึง กว่า 40% จึงถือว่าความเสี่ยงในประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ
ในประเด็นการเลี้ยงสุกร พญ.จุไร ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบผลกระทบ เนื่องจากการแพร่เชื้อจะเกิดจากค้างคาวไปสู่สุกร และจากสุกรสู่คน ซึ่งประเทศไทยมีมาตรการควบคุมฟาร์มสุกรอย่างเข้มงวด
กระทรวงสาธารณสุขขอแนะนำประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีค้างคาวแม่ไก่จำนวนมาก ให้ใส่ใจเรื่อง ความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำดื่ม ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ที่อาจปนเปื้อนสิ่งคัดหลั่งจากค้างคาว จัดการขยะและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่เลี้ยงสุกรใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาว และหลีกเลี่ยงการสัมผัสปัสสาวะค้างคาว ซึ่งถือเป็นช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญที่สุด
พญ.จุไร กล่าวย้ำว่า ไวรัสนิปาห์มี 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ สายพันธุ์มาเลเซีย และ สายพันธุ์บังกลาเทศ โดยสายพันธุ์บังกลาเทศมีอัตราการเสียชีวิตสูง และปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาเฉพาะและไม่มีวัคซีน ดังนั้น การป้องกันและการเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากไม่มีอาการผิดปกติภายใน 21 วันหลังสัมผัสความเสี่ยง ถือว่าปลอดภัย และย้ำว่าโอกาสการติดเชื้อจากคนสู่คนมีจำกัดมาก เว้นแต่เป็นผู้ใกล้ชิดหรือสมาชิกในครอบครัว
ด้าน นพ.โสภณ ทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ในต่างประเทศยังอยู่ภายใต้การควบคุม และขอให้ประชาชน เชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐและเอกชน ที่มีความพร้อมในการรับมือกับไวรัสนิปาห์ พร้อมขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งทางการอย่างต่อเนื่อง












