KNOWLEDGE

TSQP ยกระดับคุณภาพ รร. 185 แห่งในภาคเหนือ ปักธงลดความเหลื่อมล้ำ สพฐ.ย้ำ การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบต้องทำบนพื้นฐานงานวิจัย

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ : ภาคเหนือ” ภายใต้โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teachers & School Quality Program : TSQP) รุ่น 2 หรือ “โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง” มีเป้าหมายให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้ทั้งระบบ (Whole School Approach) ทั้งด้านการบริหารจัดการโรงเรียน และด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ในครั้งนี้มีผู้บริหารและครูกว่า 680 คน จากโรงเรียนขนาดกลางพื้นที่ภาคเหนือ 185 แห่ง ใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 680 คน

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า การมาร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียน ซึ่งจะเป็นการนำร่องให้โรงเรียนได้ทั้งระบบ โดยผู้บริหาร ครู บุคลากรของโรงเรียนละ 3 คน เป็นตัวแทนมาประชุมร่วมกันเป็นเวลา 2 วัน จึงถือเป็นโรงเรียนแกนนำที่มาทำงานมุ่งยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่เด็กๆ และวงการศึกษาไทย โดยโครงการนี้ จะเลือกโรงเรียนตามเป้าหมายร้อยละ 10 ของโรงเรียนขนาดกลางทั้งประเทศที่มีอยู่ประมาณเกือบ 8,000 แห่ง ในปีแรกทำได้  290 โรงเรียน ปีที่สองอีก 433 แห่ง โดยมีทีมพี่เลี้ยงช่วยเป็นโค้ชช่วยหนุ่นเสริมการพัฒนาโรงเรียนทั้งหมด 11 เครือข่าย ด้วยมีเป้าหมายที่ เหมือนกันคือร่วมกันปรับปรุงโรงเรียนเหล่านี้ให้มีคุณภาพ สามารถยกระดับคุณภาพเด็กไทยให้สูงขึ้น  นั่นจึงหมายความว่า พลเมืองไทยในอนาคตจะมีคุณภาพสูงขึ้น และทุกๆ ท่าน ณ ที่นี้จะเป็นผู้นำที่ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยมี กสศ. และทีมพี่เลี้ยง 11 เครือข่ายร่วมทำงานกับโรงเรียน นี่คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของ กสศ. ที่จัดตั้งขึ้นมาด้วย 

“เป้าหมายของการพัฒนาโรงเรียน 10% เพื่อหวังว่าจะขยายผลได้อีก 90% ของโรงเรียนขนาดกลางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะเป็นโรงเรียนที่มีความหมายมากสำหรับเด็กที่ขาดแคลนและด้อยโอกาส เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแรงในวงการศึกษาไทย โดยหัวใจสำคัญที่ต้องการเห็น คือ การศึกษาที่เด็กได้รับการพัฒนาครบทุกด้าน ไม่ใช่รู้วิชาเพียงส่วนเดียว และครูต้องไม่ใช่ครูสอนวิชา แต่ต้องเป็นครูสอนศิษย์ หัวใจคือลูกศิษย์ ไม่ใช่วิชา ซึ่งนี่เป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่งของโครงการนี้ โดยทุกๆ คนจะเป็นผู้ที่ทำให้เกิด School Transformationเพราะจะเป็นการเปลี่ยนจากโรงเรียนสอนเด็กเป็นโรงเรียนของเด็ก” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันโลกไม่มีอะไรคงที่ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างยิ่ง “การศึกษา” เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง นั้นด้วย เรียกว่าดิสรัปชั่น การศึกษาจึงต้องเปลี่ยน และไม่มีใครทำให้เปลี่ยนได้นอกจากพวกเราทั้งหลายซึ่งมีคุณค่าต่อประเทศชาติ ทั้งนี้ การประชุม 2 วันนี้ จะเป็นการทำงานร่วมกันไปข้างหน้า เพื่อทำให้เกิด school transformation จากฐาน โดยโรงเรียนเป็นผู้ลงมือทำ ทาง กสศ. เป็นเพื่อน ช่วยใส่กลไกและมาตรการต่างๆ ที่จะทำให้ทุกๆ ท่านทำได้ด้วยตนเอง เพราะโรงเรียนที่เราอยากเห็น คือ โรงเรียนที่ไม่ใช่เด็กมีความสุขในการเรียนรู้อย่างเดียว แต่ครู ผู้บริหารต้องมีความสุข มีความมั่นใจ ความภูมิใจในการทำหน้าที่ ผู้ปกครองมีความสุขและมั่นใจว่าลูกของเขาจะได้รับการปูพื้นฐานที่ดี จึงเป็นเป้าประสงค์  ย้ำว่าไม่ใช่ กสศ. และทีมพี่เลี้ยง เป็นผู้ทำ แต่โรงเรียนเรียนเป็นผู้ทำเองโดยนัยยะสำคัญ ในปีที่สองนี้อยากเห็นบางโรงเรียนที่นำเทคนิควิธีบางส่วนของพี่เลี้ยงมาประยุกต์ ปรับให้เป็นความคิดรู้ตามบริบทของตัวเอง เป็นการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ออกมาจากการทำงานร่วมกัน

“การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องหนุนให้โรงเรียนพัฒนาตัวให้ได้อย่างยั่งยืน แปลว่าโครงการของ กสศ. นั้นมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด จึงหวังว่าการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนด้วยตนเองจะยังคงดำเนินการต่อได้ไม่มีจุดสิ้นสุด ทำต่อเนื่องเรื่อยไป เกิดความมั่นใจ สนุก มีความสุขปิติกับผลที่ได้เห็นว่าเด็กมีการเปลี่ยนแปงอย่างไร ครูรู้สึกว่าตัวเองมีการเติบโตอย่างไร ผู้บริหารได้เห็นว่าตัวเองบริหารได้ง่ายขึ้น และมีความภาคภูมิใจในผลงานที่ตัวเด็ก และหวังว่าหน่วยงานต้นสังกัดจะได้เข้ามาร่วมเรียรู้และเห็นวิธีการเข้ามาหนุนเสริม ไม่ใช่สั่งการ เพื่อให้โรงเรียนเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น วิธีการที่ได้กล่าวมานี้ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ คุณภาพการศึกษาก็จะดีขึ้น” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว

ดร. กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ดร. กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัดของ สพฐ. ที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองนี้ทุกแห่ง ขอให้มั่นใจว่า สพฐ. ตั้งใจและเต็มในการทำงานร่วมกับ กสศ. 100% จึงขอให้ทุกโรงเรียนเดินหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ สพฐ. ได้ให้นโยบายกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และศึกษานิเทศก์ รวมถึงสำนักต่างๆ ในส่วนกลาง ที่ทำงานเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับโรงเรียนที่เข้าร่วมกับ กสศ. โดยขอให้พิจารณานำสิ่งที่ทับซ้อนกับโครงการนี้ออกให้หมดหรืองานใดที่บูรณาการร่วมกันได้ก็ขอให้ทำ ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มอบหมายศึกษานิเทศก์อย่างน้อย 1 คน รับผิดชอบและไปศึกษาให้เข้าใจถึงเจตนารมย์ ทิศทาง ปณิธานของโครงการ และสนับสนุนร่วมกับมือกันกับทั้งภาครัฐและเอกชน สิ่งสำคัญคือจะเป็นการทำงานเป็นพื้นนฐานงานวิจัย (Based of Research) โดยใช้หลักวิชาเป็นตัวนำ เพราะโครงการนี้ ถือเป็นงานวิจัยที่นำชีวิตนักเรียนเป็นเดิมพัน เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังเขตพื้นที่ทุกแห่ง ศึกษานิเทศก์ให้มีส่วนร่วมในการทำงานทุกขั้นตอน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อน

“วันหนึ่งเมื่อ กสศ. เครือข่าย สถาบัน หรือองค์กรต่างๆ เคลื่อนออกไปแล้ว จะทำอย่างไรให้โรงเรียนพัฒนาตนเองเนื่องให้ได้ต่อ ดังนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กร ไม่ว่าครู หรือผู้บริหารโยกย้ายต้องเรียนรู้การทำงาน จัดการศึกษาที่ดีสอดคล้องกับบริบทมุ่งให้เกิดความเสมอภาค และไม่ยึดติดกับวิธีการแบบเดิมๆ เพราะการศึกษาที่ดีอาจจะไม่มีวิธีการใดที่ถูกต้องเสมอหรือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากบริบทต่างกันต้องปรับให้สอดรับ เหมาะสม และสามารถปรับปรุงได้ตลอดเวลา  และทฤษฎีเป็นเพียงแนวความคิด เครือข่าย สถาบันที่เข้ามาจะเป็นเพียงพี่เลี้ยง โดยทำหน้าที่โค้ชที่ไม่ใช่การบอก หรือสั่ง แต่จะทำให้ครูได้เรียนรู้ ลองวิธีต่างๆ  รวมถึงศึกษานิเทศก์ ต้องฝึกฝนตัวเองเป็นโค้ช เพื่อไปทำหน้าที่ (Coaching) ให้โรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ที่ดูแลให้เกิดการกระตุ้นการเรียนรู้ขึ้นในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ไม่ต้องกังวลว่าโครงการนี้จะเดินผิดทาง เพราะ สพฐ. รับรู้และอยากให้ทุกท่านทำอย่างมั่นใจ ทำงานบนพื้นฐานงานวิจัยจริงๆ เพื่อทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาได้อย่างเห็นเป็นรูปธรรม” ดร.กวินทร์เกียรติ กล่าว

Related Posts