เส้นทางยาวไกล ของ ‘แฝดไร้สัญชาติที่เกิดต่างโรงพยาบาล’สู่สถานะทางกฎหมาย และสัญชาติ 22 ปีที่รอคอย
เส้นทางยาวไกล ของ ‘แฝดไร้สัญชาติที่เกิดต่างโรงพยาบาล’สู่สถานะทางกฎหมาย และสัญชาติ 22 ปีที่รอคอย จุดเปลี่ยนจากมติคณะรัฐมนตรี
เช้าวันหนึ่งเมื่อ 22 ปีก่อน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นถึงสองครั้งในโรงพยาบาลสองแห่งที่อยู่ห่างกันราวหนึ่งชั่วโมงในจังหวัดเชียงใหม่
‘กนกวรรณ นงเยาว์’ แฝดผู้พี่ ลืมตาดูโลกก่อนที่โรงพยาบาลดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด เธอมีน้ำหนักแรกเกิดเพียง 900 กรัม เล็กจนสามารถวางอยู่บนอุ้งมือของพ่อได้ พยาบาลอุ้มทารกตัวน้อยไปหา ‘ซอ คำปัน’ ผู้เป็นพ่อ และถามเขาว่า ยังต้องการจะเก็บทารกไว้หรือไม่ เพราะโอกาสรอดชีวิตมีน้อยมาก
“ลูกของผม ผมจะดูแลเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” เขาตอบ
หลังคลอด ‘กนกวรรณ’ ผู้เป็นแม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ขณะที่แฝดผู้น้องยังอยู่ในครรภ์ เธอจึงถูกส่งตัวด่วนไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่นั่น ‘กมลวรรณ นงเยาว์’ แฝดผู้น้องได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีน้ำหนักแรกเกิด 1.1 กิโลกรัม
ฝาแฝดคู่นี้จึงถือกำเนิดต่างโรงพยาบาล ต่างสถานที่ ท่ามกลางความพยายามของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตแม่และเด็ก

สองเดือนแรกของชีวิต ทารกทั้งสองต้องอยู่ในตู้อบ ชีวิตเล็ก ๆ ที่เปราะบางยังแขวนอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย แต่ในที่สุด เด็กหญิงทั้งคู่ก็รอดชีวิต เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง และผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเธอไม่ได้รับตั้งแต่แรกเกิด กลับเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ สัญชาติ
วันนี้ กนกวรรณ และ กมลวรรณ มีอายุ 22 ปี ทั้งสองอาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่ชายที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ครอบครัวของเธอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์โดยพ่อแม่ทำงานรับจ้างก่อสร้าง
ตามกฎหมายแล้ว เด็กทั้งสองมีสิทธิได้รับสัญชาติไทย แต่ความคลาดเคลื่อนของเอกสารตั้งแต่วันแรกของชีวิต กลับทำให้สิทธินั้นไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ และกลายเป็นปัญหาที่ติดตัวมานานกว่าสิบปี
“เรื่องมันเริ่มจากความผิดพลาดในเอกสารของพ่อค่ะ ตอนแจ้งเกิดพวกหนู ชื่อพ่อในใบเกิดกับในบัตรประชาชนปัจจุบันไม่ตรงกัน ทำให้เอกสารของหนูกับน้องและพี่ชายมีปัญหาตามไปด้วยค่ะ” กนกวรรณ เล่า
ในช่วงเวลานั้น เอกสารประจำตัวของพ่อมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ทั้งชื่อที่ใช้ไม่ตรงกัน บัตรที่ถูกยกเลิก และหมายเลขประจำตัวที่ออกใหม่ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ ในเอกสาร แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของชีวิต
การไม่มีสัญชาติทำให้โอกาสหลายอย่างในชีวิตหายไป เวลาจะสมัครเรียนต่อหรือสมัครทุนการศึกษา ซึ่งมักกำหนดว่าผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย พวกเธอก็หมดสิทธิทันที การกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวก็ทำไม่ได้
ครอบครัวจึงต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายค่าเทอม ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเอง นอกจากนี้ หากต้องการเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อฝึกงานหรือเข้าร่วมการแข่งขัน ก็ต้องขออนุญาตจากอำเภอ
“มันเหมือนโอกาสในการพัฒนาตัวเองถูกปิดกั้นค่ะ ทั้งที่พวกหนูตั้งใจเรียนมาตลอด และมีคุณสมบัติพอจะได้รับโอกาสนั้น แต่กลับเสียโอกาสเพียงเพราะไม่มีสัญชาติ” กมลวรรณกล่าว

ภาวะไร้สัญชาติส่งผลต่อชีวิตเด็กคนหนึ่งในทุกมิติ เด็กย่อมมีความเสี่ยงต่อความยากจนมากขึ้น และเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และการคุ้มครองตามกฎหมาย
เมื่อเติบโตขึ้น เด็กที่ไร้สัญชาติมักมีความเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกแสวงประโยชน์ หรือจำเป็นต้องทำงานที่เสี่ยงอันตรายและมีรายได้น้อย
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบุคคลไร้สัญชาติจำนวนมากของโลก ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีบุคคลไร้สัญชาติมากกว่า 509,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 150,000 คน
แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในด้านกฎหมายและนโยบาย แต่การดำเนินงานในระดับพื้นที่ยังคงซับซ้อนและใช้เวลานาน เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอมักต้องรับมือกับภาระงานจำนวนมากและมีทรัพยากรจำกัด ขณะเดียวกันก็อาจยังไม่คุ้นเคยกับนโยบายหรือขั้นตอนต่าง ๆ ในการพัฒนาสถานะบุคคล
ขณะเดียวกัน บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติเองก็มักขาดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นกระบวนการอย่างไร
สำหรับครอบครัวนงเยาว์ กระบวนการนี้คือการเดินทางอันยาวนาน
ตลอดเวลากว่าสิบปี ซอ คำปัน พยายามแก้ไขเอกสารประจำตัวของตนเอง ครอบครัวต้องยื่นเอกสารซ้ำแล้วซ้ำเล่า และผ่านการสัมภาษณ์หลายครั้ง
ในปี 2565 กมลวรรณ กนกวรรณ รวมถึงพี่ชายและพ่อของเธอ ได้เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูก เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นขอสัญชาติ
“ครอบครัวเราเหนื่อยกับการรอคอยครับ เรายื่นเอกสารหลายรอบมาก สอบปากคำก็แล้ว ตรวจ DNA ก็แล้ว แต่เรื่องก็เงียบไปนาน จนพวกเราเกือบจะท้อกันแล้วครับ แทบจะนึกภาพไม่ออกว่าจะมีโอกาสได้ไหม เพราะทุกครั้งที่ไปติดตามเรื่อง ก็มักได้คำตอบว่าให้รอ แล้วพอใกล้ถึงนัดก็เลื่อนออกไปอีก” กมลภพ พี่ชายของสองแฝด กล่าว
ในปี 2564 ยูนิเซฟและมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลทางกฎหมาย ได้ริเริ่มโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เพื่อช่วยเหลือเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติให้ได้รับสถานะทางกฎหมาย รวมถึงสัญชาติ
ภายใต้โครงการนี้ เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ไปยังชุมชนและโรงเรียนในหลายจังหวัดของภาคเหนือ เพื่อช่วยเด็กไร้สัญชาติและเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยช่วยเด็ก ๆ และผู้ปกครองเตรียมเอกสารที่จำเป็น และประสานงานกับที่ว่าการอำเภอในการยื่นเรื่องขอสถานะบุคคล ตลอดจนติดตามความคืบหน้าของเด็กแต่ละคน
โครงการนี้ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเด็ก กฎหมาย และขั้นตอนของรัฐไทยในการพัฒนาสถานะบุคคล อีกทั้งช่วยอำนวยความสะดวกและลดภาระของครอบครัว ครู และเจ้าหน้าที่อำเภอ ซึ่งช่วยให้กระบวนการมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ ห้องทะเบียนเคลื่อนที่ได้เข้าถึงเด็กไร้สัญชาติมากกว่า 50,000 คน และเด็กกว่า 10,000 คน ได้รับการพัฒนาสถานะทางกฎหมายแล้ว ครอบครัวนงเยาว์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น
อย่างไรก็ตาม กระบวนการในการขอสัญชาติยังคงดำเนินไปอย่างช้า จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ
ในเดือนตุลาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเร่งรัดกระบวนการการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้กับบุคคลไร้สัญชาติกว่า 483,000 คน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2527 รวมถึงเด็กประมาณ 142,000 คน ซึ่งเกิดในประเทศไทยและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
สำหรับครอบครัวจำนวนมากที่รอคอยมานานหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายทศวรรษ เช่น ครอบครัวนงเยาว์ มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต
“มติคณะรัฐมนตรีปี 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง กระบวนการที่เคยใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี สามารถย่นเหลือเพียงไม่กี่วันในหลายกรณี สำหรับเด็กแล้ว สิ่งนี้มีความหมายมาก เพราะหมายถึงการปลดล็อกอุปสรรคในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา การคุ้มครอง และโอกาสต่าง ๆ” ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว
ในเดือนตุลาคม 2568 กนกวรรณ กมลวรรณ และกมลภพ ได้ยื่นขอสัญชาติอีกครั้ง และเพียงหนึ่งเดือนต่อมา ทั้งหมดก็ได้รับสัญชาติไทย
“รู้สึกโล่งใจมากค่ะ เรารอมานานจนเกือบจะเลิกหวังไปแล้ว” กมลวรรณกล่าว
สำหรับ กนกวรรณ การได้สัญชาติมีความหมายกับอนาคตของเธออย่างมาก เพราะเธอมีความฝันอยากเป็นข้าราชการครู ซึ่งจำเป็นต้องมีสัญชาติไทย ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ตอนที่เธอเลือกเรียน เธอยังไม่ได้สัญชาติไทย และก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะได้รับสัญชาติหรือไม่
“ตอนที่เลือกเรียนก็ยอมรับว่าเสี่ยงค่ะ แต่หนูอยากเป็นข้าราชการครู และอยากกลับไปสอนเด็ก ๆ ในชุมชนที่ห่างไกล หนูรู้ดีว่าพวกเขามีปัญหาหลายอย่าง เลยอยากให้พวกเขาได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด” กนกวรรณ กล่าว

ส่วนกมลวรรณ แฝดผู้น้อง ก็กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่เช่นกัน และหวังจะสร้างอนาคตในสายธุรกิจ
สำหรับฝาแฝดคู่นี้ ปาฏิหาริย์ครั้งที่สองในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในตู้อบของโรงพยาบาล แต่เกิดขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอ ผ่านการออกบัตรประชาชนไทย
“ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติสามารถแก้ไขได้ และสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว หากมีนโยบายที่ชัดเจน เจตจำนงที่จริงจัง และการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ”
ปริญญา กล่าวว่า ยูนิเซฟยังคงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับรัฐบาลและพันธมิตรในการดำเนินการตามมติดังกล่าว ทั้งผ่านโครงการห้องทะเบียนเคลื่อนที่ การพัฒนาระบบลงทะเบียนออนไลน์ และการสนับสนุนในด้านอื่น ๆ ที่จำเป็น ในการขจัดภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อมอบความหวัง ศักดิ์ศรี และโอกาสให้กับเด็กทุกคนในประเทศไทย
“ไม่มีเด็กคนใดควรเติบโตขึ้นมาโดยไร้ตัวตนทางกฎหมายเด็กทุกคนควรได้รับการจดทะเบียนการเกิดและได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพราะเมื่อเด็กได้รับสถานะทางกฎหมาย เราไม่ได้เพียงมอบบัตรประจำตัวให้แก่พวกเขา แต่กำลังมอบอนาคตที่เด็กทุกคนสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่” ปริญญากล่าวย้ำ
รายงาน : ณัฐฐา กีนะพันธ์
ภาพ: อรุณ ร้อยศรี













