COVID-19

นายกฯ ย้ำปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกให้ประชาชนมากที่สุด แพทย์ชี้ ลดความเสี่ยงติดเชื้อได้ สั่งสำรองวัคซีนให้มากกว่า 150 ล้านโดส

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ผ่าน PM PODCAST นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง ผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าว่า โดยยอมรับว่า ไทยกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกที่ 3 ถือว่าเลวร้ายที่สุด

ดังนั้น ที่ผ่านมาตนเองจึงได้ มอบนโยบายพร้อมสั่งการ ทำงานอย่างบูรณาการไปแล้ว โดยขอย้ำว่าการตัดสินในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต้องรวดเร็ว และการทำงานต้องเป็นไปอย่างบูรณาการ ตนเองจึงได้มีมติ ครม. ในการโอนอำนาจ กฎหมาย 31 ฉบับ มายังนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการโดยตรง ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด รวดเร็ว

นายกฯ ยังระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้ ยังมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก เช่นเดียวกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแพร่ระบาด ที่คลัสเตอร์ คลองเตย ตนเองได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังในการช่วยเหลือ ควบคุมการแพร่ระบาด โดยใช้ประสบการณ์โมเดลจากสมุทรสาคร ในการตรวจเชื้อ คัดกรองเร่งตรวจกลุ่มเสี่ยง ให้ได้อย่างน้อย 1 พัน คนต่อวัน โดยมีหน่วยเคลื่อนที่ และรถตรวจเชื้อพระราชทาน เพื่อตรวจเชื้อให้ได้ชชทั้งหมด 2 หมื่นคน

จากนั้นจะดำเนินการแยกผู้ป่วย ตามลำดับอาการ เพื่อส่งต่อการรักษา พร้อมกับการระดมฉีดวัคซีนโควิด-19 ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งล่าสุดจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในพื้นที่คลองเตย ดำเนินการการตรวจหาเชื้อ 700 คนต่อวัน แล้ว ขณะที่การระบาดในคลัสเตอร์อื่นๆ ก็จะเร่งตรวจเชิงรุก ต่อไป

พร้อมยืนยันขณะนี้ไทยมียาฟาวิพิราเวียร์ ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเพียงพอ แม้จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยมีสต๊อกยาไว้ ที่ 1 ล้าน 5 แสนเม็ด ปัจจุบัน กระจายยาไปยังทั่วประเทศ และในเดือนนี้จะได้รับยาอีก 3 ล้านเม็ด ดังนั้นขอทุกคนอย่ากังวลในเรื่องนี้ ส่วนยา อื่นๆ ก็ให้พิจารณาในการใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า จากการติดตามสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ไม่น่าจะแก้ไขได้โดยเร็ว ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมรับสถานการณ์ในอนาคตไว้ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งตนเองได้สั่งการเตรียมแผนหลัก และแผนสำรอง จะต้องเพิ่มจำนวนวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยไทยต้องจัดหาวัคซีนให้ได้มากกว่านี้ 150 ล้านโดส หรือมากกว่านั้น เพื่อเตรียมการรับความเสี่ยงในปีหน้าด้วย รวมถึงเตรียมวัคซีน เข็มที่ 3 ในการป้องกันไวรัสที่กลายพันธ์ุ รวมถึงการส่งมอบวัคซีนที่ล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีฐานผลิตวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าในประเทศ แต่เพื่อป้องกันความเสี่ยง จึงได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขเจรจาผู้ผลิตวัคซีน อีกหลายราย นอกเหนือ จาก 7 บริษัทที่ได้พูดคุยไว้ ซึ่งทุกอย่างต้องปฎิบัติตามระเบียบและกฎเกณฑ์การสั่งซื้อวัคซีน อย่างไรก็ตามล่าสุด ไทยจะได้รับวัคซีน อีก 3 ล้าน 5 แสนโดสในเดือนนี้ จากนั้นก็จะปรับแผนการกระจายวัคซีน โดยเร่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะทางการแพทย์เชื่อว่า แม้ฉีดเข้มแรก ก็ลดโอกาสรับเชื้อ บรรเทาอาการต่างๆ ลงได้ ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนรับการฉีดวัคซีน เพื่อเป็นการป้องกัน และย้ำว่าที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหา รัฐบาลจะต้องดำเนินการจัดการอย่างรวดเร็ว อย่างเด็ดขาด

Related Posts

Send this to a friend