‘ภาวุธ’ ชี้ ลดค่า GP แพลตฟอร์มออนไลน์ 6 เดือน ยังไม่เพียงพอ มอง เป็นแค่ยาแก้ปวดระยะสั้น
‘ภาวุธ’ ชี้ ลดค่า GP แพลตฟอร์มออนไลน์ 6 เดือน ยังไม่เพียงพอ มอง เป็นแค่ยาแก้ปวดระยะสั้น จี้รัฐเร่งออกกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล-กำหนดกติกาเปลี่ยนค่าธรรมเนียมอย่างเป็นธรรม สร้างอำนาจต่อรองให้ SMEs ไทย
วันนี้ (29 ต.ค. 69) ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเจรจากับแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ให้ปรับลดค่าธรรมเนียมการขายสินค้าออนไลน์ (GP) เป็นเวลา 6 เดือน ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยว่า เป็นเรื่องดีที่เข้ามาแก้ไขปัญหา แต่การลดค่าธรรมเนียมเพียงชั่วคราวยังไม่เพียงพอ หากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และสร้างอำนาจต่อรองให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน
ภาวุธ กล่าวชื่นชม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่เข้ามาเจรจากับแพลตฟอร์ม หลังค่า GP ปรับเพิ่มขึ้นหลายครั้งตลอดปีที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อต้นทุนของ SME ไทยจำนวนมาก
“ต้องยอมรับว่านี่เป็นเพียงยาแก้ปวดระยะสั้น ไม่ใช่การรักษาปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะมาตรการนี้เป็นการลดค่าธรรมเนียมกลับไปเท่ากับเมื่อต้นปี 2569 เพียง 6 เดือน และยังไม่มีหลักประกันว่า หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2570 ค่าธรรมเนียมจะไม่กลับมาสูงขึ้นอีก”
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยกเว้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดคุณสมบัติผู้ค้าที่จะได้รับสิทธิตามเกณฑ์รายได้ จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่นอกเงื่อนไขเหล่านี้อย่างไร
ส่วนปัญหาที่สำคัญกว่าค่า GP คือความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองระหว่างผู้ค้ากับแพลตฟอร์ม เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ได้มีภาระเพียงค่าธรรมเนียมการขาย แต่ยังต้องจ่ายค่าโฆษณา ค่าขนส่ง และค่าบริการอื่น ๆ ขณะที่แพลตฟอร์มมีอำนาจกำหนดกติกาการเข้าถึงลูกค้าและการมองเห็นสินค้า ทำให้ผู้ค้าต้องพึ่งพาช่องทางการขายที่ตนเองมีอำนาจต่อรองจำกัด
ภาวุธ เสนอให้รัฐบาลใช้ช่วงเวลา 6 เดือน ดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. เปิดเผยต้นทุนรวมให้โปร่งใส ให้ผู้ค้าทราบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องจ่ายแก่แพลตฟอร์ม และคำนวณได้ว่าหากขายสินค้าได้ 100 บาท จะเหลือรายได้สุทธิเท่าใด
2. กำหนดกติกาการเปลี่ยนค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขการค้าอย่างเป็นธรรม ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า และมีกลไกอุทธรณ์เมื่อผู้ค้าได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนกติกาหรือการจัดอันดับสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม
3. ให้ผู้ค้าสามารถนำข้อมูลร้านค้าและประวัติการขายไปใช้กับช่องทางอื่นได้ ลดการผูกติดกับแพลตฟอร์มเดียว ช่วยสร้างฐานลูกค้าได้ต่อเนื่อง
4. เร่งผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลางแบบเปิด เชื่อมโยงร้านค้า แพลตฟอร์ม ระบบชำระเงิน และระบบขนส่งเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เนื่องจากกระบวนการผลักดันกฎหมายให้มีผลบังคับใช้อาจใช้เวลาอีก 1–2 ปี จึงควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ รวมถึงฝากรัฐบาลติดตามและผลักดัน Open Commerce Network (OCN) แพลตฟอร์มรวมสินค้าไทยที่กระจายศูนย์ออกไปหลายช่อง
ภาวุธ ยังเรียกร้องให้ผู้ประกอบการค้าออนไลน์รวมตัวกัน เพื่อสร้างตัวแทนในการหารือ ต่อรอง และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ค้าไทย ซึ่งการมีทางเลือกในการขายสินค้าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์ม พร้อมสนับสนุนให้หันมาใช้แพลตฟอร์มของคนไทยมากขึ้น














