POLITICS

‘เครือข่ายต้าน IMF’ จัดเวทีแจงเหตุผลชุมนุม หลังถูกวิจารณ์ไร้เป้าหมาย

‘เครือข่ายต้าน IMF’ จัดเวทีแจงเหตุผลชุมนุม หลังถูกวิจารณ์ไร้เป้าหมาย เปิดแผล ‘เขื่อนปากมูล’ บทเรียนกู้เงินธนาคารโลก ชี้ ดีล 81.6 ล้าน หนุนร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน ฟอกเขียวกลุ่มทุนพลังงาน

วันนี้ (16 ต.ค. 69) เวลา 08.50 น. ที่บริเวณแยกพระรามที่ 4 ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ (People’s Network Against World Bank–IMF) เริ่มกิจกรรมการชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยมีการเดินแสดงป้ายข้อความสะท้อนความคิดเห็นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าควบคุมตัวผู้ชุมนุมเมื่อวานนี้ (15 ต.ค. 69) พร้อมร่วมกันกล่าวว่า “ข้อความเหล่านี้แด่พี่ตำรวจ”

จากนั้น มีการเปิดเวทีปราศรัยให้ตัวแทนเครือข่ายต่าง ๆ ร่วมบอกเล่าถึงเหตุผลในการคัดค้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ อาทิ เครือข่ายสภาริมราง, เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) และเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ออกมาชุมนุมโดยไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ รวมถึงไม่มีจุดประสงค์การเคลื่อนไหวที่ชัดเจน

แม่สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล อดีตชาวประมงบ้านวังสะแบงใต้ อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี กล่าวว่า กลุ่มทุนกำลังแสวงหาผลประโยชน์และพยายามเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา แล้วเข้ามาช่วงชิงทรัพยากร ทำให้ประชาชนกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาลที่ออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเข้ามากอบโกยกำไรข้ามหัวประชาชน เช่นเดียวกับกรณีเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นผลพวงจากการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเมื่อ 35 ปีก่อน นำไปสู่การปล่อยเงินกู้เพื่อสร้างเขื่อนปากมูล จนชาวบ้านต้องออกมาคัดค้านตั้งแต่ปี 2536 และต้องแบกรับผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“ธนาคารโลกจะกลับมาอีกแล้ว และกำลังจะมีโครงการใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง ซึ่งจะกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเราที่เป็นคนหาปลาโดยตรง อยากบอกว่าหยุดได้แล้ว ปัญหาเขื่อนปากมูลเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็กำลังจะมีโครงการเขื่อนใหม่อีกแล้ว” แม่สมปองระบุ

ด้านนายมนูญ วงษ์มะเซาะห์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยบรรลุข้อตกลงรับเงินทุนสนับสนุนแบบให้เปล่า (Grant) จากธนาคารโลก จำนวนประมาณ 81.6 ล้านบาท (ราว 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อพัฒนากลไกราคาคาร์บอนและแบบจำลองทางเศรษฐกิจสำหรับการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจก รองรับการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะบังคับใช้ในปี 2570 และผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยเครือข่ายมองว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียงโครงสร้างทางนโยบายที่เปิดทางให้เกิดการ ‘ฟอกเขียว’ (Greenwashing) แก่กลุ่มทุนพลังงาน ภายใต้การครอบงำของธนาคารโลก

ขณะที่นายณัฐวุฒิ กรมภักดี ตัวแทนเครือข่ายสภาริมราง กล่าวถึงผลกระทบจากร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. … (ร่าง พ.ร.บ. TOD) โดยระบุว่า เมื่อปี 2566 ธนาคารโลกและสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินและแปลงสินทรัพย์เพื่อดึงดูดนักลงทุน และในปี 2568 ได้หารือเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ย่านสถานี ซึ่งเครือข่ายกังวลว่า การมุ่งเพิ่มมูลค่าที่ดินในเมืองจะส่งผลกระทบและเบียดขับชุมชนดั้งเดิมริมทางรถไฟออกจากพื้นที่

สำหรับกิจกรรมในช่วงเช้าสิ้นสุดลงด้วยการที่กลุ่มผู้ชุมนุมร่วมกันเป่าลูกโป่งและนำไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการส่งต่อลมหายใจและเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนไปยังคณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติและรัฐบาล

Related Posts

Send this to a friend