‘พริษฐ์’ ซัด กมธ. งบฯ 70 โยก 6 พันล้านเข้างบกลาง เอื้อรัฐบาลใช้เป็นอาวุธประคองรัฐบาล
‘พริษฐ์’ ซัด กมธ. งบฯ 70 โยก 6 พันล้านเข้างบกลาง เอื้อรัฐบาลใช้เป็นอาวุธประคองรัฐบาล หนีการตรวจสอบ
วันนี้ (7 ก.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 4 โดยระบุว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯ ในปีนี้ น่าจะเป็นปีที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ เพราะสถานการณ์ทางการคลังของประเทศอยู่ในจุดที่ไม่สามารถเสียเงินงบประมาณไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนที่ถูกบีบให้แคบลงจากรายจ่ายประจำที่สูงขึ้น หรือภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐบาลในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
“อย่างไรก็ตาม ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการถ่ายทอดสดการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯ ทำให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้างถึงการใช้งบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ แต่ยังถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ เพราะคณะกรรมาธิการฯ กลับตัดงบประมาณได้เพียง 11,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.29% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าปีก่อนอย่างไม่มีนัยสำคัญ หากเจาะจงไปในรายละเอียดจะเห็นว่ามีอีกหลายโครงการที่คณะกรรมาธิการฯ สามารถตัดลดลงได้”
“สิ่งที่น่าผิดหวังยิ่งกว่านั้นคือ การตัดสินใจของคณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากจาก ครม. และ สส. ฝั่งรัฐบาล ที่จะนำงบประมาณที่ปรับลดไปจัดสรรให้กับภารกิจอื่น ๆ ซึ่งดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับอนาคตของตนเองมากกว่าอนาคตของประเทศ เนื่องจาก 54% ของงบประมาณที่ปรับลดลง หรือคิดเป็น 6,000 ล้านบาท ถูกเทลงไปที่งบกลางในหมวดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างเข้มข้นและละเอียดเมื่อเทียบกับโครงการที่ตั้งไว้อย่างเป็นกิจลักษณะ”
นายพริษฐ์ ย้ำว่าการมีเงินสำรองในกรณีฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องผิด และมีความจำเป็นในภาวะที่โลกมีความผันผวนสูง แต่เมื่อดูงบประมาณก่อนที่จะมีการเทงบเพิ่มไปในงบกลาง จะพบว่าในปี 2570 งบสำรองจ่ายฉุกเฉินสูงกว่าปีก่อนอยู่แล้ว 2,000 ล้านบาท และงบกลางในปีนี้ก็สูงกว่าปีก่อน 10% หากดูรายละเอียดในงบกลางก็จะเห็นว่ามีการตั้งงบประมาณสำหรับการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไว้ 12,000 ล้านบาท ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
“ดังนั้น การที่รัฐบาลเสียงข้างมากตัดสินใจเทงบประมาณ 6,000 ล้านบาท จึงทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะดึงงบเข้ามามากที่สุดเพื่อใช้ตามอำเภอใจ หลีกหนีการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งยังมีความพยายามใช้งบกลางเป็นอาวุธในการประคองรัฐบาลในอนาคต”
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากยังไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพื่ออนาคตของประเทศเท่าที่ควร โดยพบว่าไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตามที่คณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อยเสนอเป็นการเฉพาะหน้า ซึ่งอาจทำให้เยาวชนเสียโอกาสเรียนต่อทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด หาก กยศ. ไม่สามารถจัดเก็บยอดชำระหนี้ได้มากกว่าปีก่อน อาจมีนักเรียนหลายหมื่นคนเข้าไม่ถึงเงินกู้ด้านการศึกษาตามแผนที่วางไว้ในปีการศึกษา 2570
“และแม้คณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากจะมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นจำนวน 4,000 ล้านบาท แต่ก็ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมา 2,000 ล้านบาท หากดูสถิติรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศเทียบกับ GDP จะเห็นว่าสัดส่วนของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิกกลุ่ม OECD ถึง 2 เท่า”
นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากคณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากไม่สามารถให้เหตุผลที่รับฟังได้ ตนเองจึงไม่สามารถเห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณตามคณะกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการจัดสรรเพื่ออนาคตของรัฐบาลมากกว่าอนาคตของประเทศ













