นายกฯ ชี้ ไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงโลก
นายกฯ รับฟังข้อเสนอ วปอ. รุ่น 68 ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน” ชี้ไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงโลก ยัน วปอ. ไม่มีการเมืองแทรกแซง ขอใช้เครือข่ายช่วยรัฐบาลสื่อสารนโยบายทำความเข้าใจประชาชน
วันนี้ (7 ก.ย. 69) เวลา 08.30 น. ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC ’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. รุ่นที่ 68 โดยกล่าวเปิดงานว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเยือน วปอ. อีกครั้ง และในฐานะศิษย์เก่า ตระหนักดีว่าสิ่งสำคัญที่ได้รับจากหลักสูตรไม่ใช่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่คือการได้เห็นประเทศไทยในหลายมิติ และสร้างเครือข่ายคนที่จะร่วมกันรับผิดชอบอนาคตประเทศ ซึ่ง วปอ. รุ่นที่ 68 เป็นชุดแรกของตนเอง และให้คนที่ชื่อหลุดออกไปแล้วได้กลับเข้ามาใหม่ เพื่อไม่ให้เรื่องของการเมืองหรืออารมณ์ใด ๆ ทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของ วปอ. ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กองบัญชาการทหารสูงสุด และกระทรวงกลาโหม กลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และควรให้เกียรติกับผู้ที่ได้รับการกลั่นกรองมาแล้ว ในฐานะศิษย์เก่าของ วปอ.
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า แนวคิด “Resilient Thailand” สอดคล้องกับทิศทางการทำงานของรัฐบาล ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร ดังนั้นประเทศไทยต้องไม่เพียงอยู่รอด แต่ต้องสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง
ขณะที่ความมั่นคงของประเทศในวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้านหรือภัยคุกคาม แต่หมายถึงการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมจากภายใน สามารถรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลจากภายนอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก คือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคนหรือการพัฒนาทุนมนุษย์
สำหรับการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์เดิม โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร การแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่แพ้ความมั่นคงทางทหาร โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเผชิญความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเข้ามาทำงานในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการใช้กำลังปะทะกัน สิ่งที่รัฐบาลและกองทัพต้องทำคือการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบและมีความกังวลมากกว่าประชาชนในพื้นที่ชั้นใน เพราะไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์หรือเสียงปะทะเกิดขึ้นใกล้บ้านอีกเมื่อใด
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และหากมีการรุกรานหรือเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ประเทศไทยก็ต้องมีความพร้อมในการตอบสนอง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิดว่าสามารถเข้ามารุกรานประเทศไทยได้โดยไม่มีผลกระทบ พร้อมยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลและกองทัพดำเนินการด้านการป้องกันประเทศตลอดช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ และจำเป็นต้องรักษาความพร้อมดังกล่าวต่อไป เพราะความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ แม้ประเทศจะต้องเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง แต่ประชาชนและภาคเอกชนยังสามารถใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างการรับมือกับภัยคุกคามและการเดินหน้าเศรษฐกิจ
ส่วนการปฏิรูประบบราชการ ไม่ใช่เพียงการลดจำนวนข้าราชการ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และบทบาทของภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยลดขั้นตอนและภาระของประชาชน ขณะเดียวกันรัฐต้องเข้มแข็งและทำงานได้รวดเร็วในภารกิจที่จำเป็น
สำหรับการพัฒนาคน รัฐบาลต้องการให้คนไทยก้าวทันเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นแรงงานในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นวิศวกร เป็นนักพัฒนาระบบ เป็นผู้ประกอบการ และสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานใหม่มาสร้างธุรกิจและทำให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น จึงต้องเดินหน้าการอัปสกิลและรีสกิล
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้องไม่ปิดตัวเองจากโลก แต่ต้องเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับโลก ดึงเทคโนโลยี ความรู้ และคนเก่งเข้ามา พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะรับผลการศึกษาของ วปอ. รุ่นที่ 68 ส่งต่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาต่อยอดเป็นนโยบายของรัฐบาล พร้อมอยากเห็น วปอ. เป็นมากกว่าเครือข่ายผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจและเครือข่ายแห่งการลงมือทำ พร้อมฝากให้ทุกคนช่วยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด เมื่อเกิดความเข้าใจแล้ว ความร่วมมือต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นและบรรลุตามเป้าหมาย หากทุกคนช่วยกัน เชื่อว่าประเทศไทยไม่เพียงแต่จะรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของโลกได้ แต่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอก ให้เดินไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่ง













