‘สีหศักดิ์’ เผย ‘มิน อ่อง หล่าย’ เตรียมเยือนไทย 6-7 ส.ค. หารือความมั่นคงชายแดน แก้มลพิษแม่น้ำ
‘สีหศักดิ์’ เผย ‘มิน อ่อง หล่าย’ เตรียมเยือนไทย 6-7 ส.ค. หารือความมั่นคงชายแดน ปราบสแกมเมอร์ แก้มลพิษแม่น้ำ และการค้าชายแดน ยืนยันไม่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ ชี้ไทยจำเป็นต้องพูดคุยกับเพื่อนบ้าน พร้อมผลักดันกระบวนการสันติภาพ เปิดพื้นที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และหวังเห็น ‘อองซานซูจี’ ได้รับการดูแลอย่างดี
วันนี้ (31 ก.ค. 69) เวลา 15.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ว่า ไทยและเมียนมาจะหารือกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเข้ามายังฝั่งไทย
นอกจากนี้ จะมีการหารือเรื่องการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์หรือสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน รวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษและสารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยไทยและเมียนมาจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อประชาชนทั้งสองประเทศ
อีกประเด็นสำคัญคือการค้าชายแดน โดยเฉพาะบริเวณด่านแม่สอด ซึ่งแม้จะเปิดดำเนินการแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไขด้านการขออนุญาตและกฎระเบียบบางประการที่ทำให้กระบวนการนำเข้าและส่งออกสินค้าของไทยเกิดความล่าช้า จึงจำเป็นต้องหารือเพื่อแก้ไขอุปสรรคดังกล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ภายในเมียนมา ไทยต้องการเห็นการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ การปรองดอง และการพูดคุยระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยไทยพร้อมประสานงานและอำนวยความสะดวกในส่วนที่สามารถดำเนินการได้
เมื่อถามถึงนัยสำคัญของการเดินทางเยือนไทยครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับไทยเป็นระยะทางยาว เมื่อเกิดปัญหาตามแนวชายแดนก็จำเป็นต้องพูดคุยกัน แม้เมียนมาจะเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง และไม่สามารถเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ แต่ไทยยังคงขอให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ การปรองดอง และการเจรจากับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง
พร้อมยืนยันว่า ไทยไม่ได้ละทิ้งฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน แต่จะใช้การพูดคุยครั้งนี้ผลักดันให้เมียนมาปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่สำหรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้มากขึ้น และการเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มต่าง ๆ ภายในประเทศ
“เมียนมาควรพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย และสามารถยืนยันต่อประชาคมโลกได้ว่า นางอองซานซูจีจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องการขอเช่นกัน เราคาดหวังให้มีการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพและกระบวนการพูดคุย” นายสีหศักดิ์ กล่าว
นายสีหศักดิ์ ระบุอีกว่า เมื่อผู้นำเมียนมาเดินทางมาเยือนไทย ฝ่ายไทยจำเป็นต้องหยิบยกปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศขึ้นมาหารือ โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดน และจะขอให้เมียนมาลดความรุนแรงในพื้นที่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพลเรือน ผู้หญิง และเด็ก รวมถึงผลักดันให้เกิดกระบวนการพูดคุยเพื่อหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ส่วนข้อกังวลว่าประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นจะมีท่าทีอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หลายประเทศเริ่มตระหนักว่าเมียนมายังคงเป็นสมาชิกอาเซียน หากต้องการเห็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา ทุกฝ่ายจำเป็นต้องหาจุดร่วมและเปิดช่องทางการพูดคุย เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค
ไทยยังไม่ต้องการเห็นเมียนมากลายเป็นพื้นที่แข่งขันอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ และเชื่อว่าการที่เมียนมายังคงอยู่ในกรอบอาเซียนจะช่วยสร้างความมั่นใจและเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพมากขึ้น
เมื่อถามว่า การต้อนรับผู้นำเมียนมาจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากหลายประเทศยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรและไม่ยอมรับรัฐบาลของมิน อ่อง หล่าย นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย เพราะเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนโดยตรง หากไม่เปิดการพูดคุยก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีสถานะและข้อจำกัดแตกต่างจากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น เนื่องจากมีพรมแดนติดกับเมียนมาและได้รับผลกระทบโดยตรง จึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายบนพื้นฐานของความเป็นจริง ควบคู่กับการผลักดันให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ การปรองดอง และการพูดคุยกับทุกฝ่าย













