ขยายผลทลายขบวนการ ‘พ่อไทยทิพย์’ จับเพิ่ม 4 ราย เผยพบเด็กต้องสงสัยอีก 1,483 คนใน กทม.
ขยายผลทลายขบวนการ ‘พ่อไทยทิพย์’ จับเพิ่ม 4 ราย ‘พล.ต.อ.สำราญ’ เผยพบเด็กต้องสงสัยอีก 1,483 คนใน กทม. เตรียมไล่ตรวจสอบ-เพิกถอนสัญชาติหากพบทุจริต ขณะที่ ‘กรมการปกครอง’ เตือนเจ้าหน้าที่รัฐ-บุคลากรทางการแพทย์ เอี่ยวขบวนการมีโทษสูงสุดถึงไล่ออกราชการ
วันนี้ (24 ก.ค. 69) ที่ สน.ห้วยขวาง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงผลปฏิบัติการขยายผลทลายขบวนการ ‘พ่อไทยทิพย์’ ภายหลังเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักภายในหมู่บ้านหรูย่านเหม่งจ๋าย ถนนประชาอุทิศ และจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้ 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ต้องหาชาวไทย 2 ราย คือ มงคล หรือหมง และวอ ซึ่งรับเป็นพ่อทิพย์ และผู้ต้องหาชาวจีน 2 ราย คือ ซี และหู ซึ่งเป็นบิดาและมารดาที่แท้จริงของเด็ก
สรุปผลการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 9-24 กรกฎาคม 2569 พบเด็กต้องสงสัย 22 ราย จับกุมผู้กระทำความผิดได้รวม 37 ราย แบ่งเป็นพ่อไทยทิพย์ 16 ราย แม่ชาวจีน 13 ราย พ่อชาวจีน 6 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย
นายนฤชากล่าวว่า การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังตรวจพบความผิดปกติในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร โดยเฉพาะการแจ้งเกิดเด็กที่มีมารดาเป็นชาวต่างชาติและอ้างว่าบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย
จากการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูล พบความผิดปกติหลายประการ จนนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนและพบว่าเป็นการสวมบิดาอันเป็นเท็จ ขณะที่บิดาที่แท้จริงเป็นบุคคลต่างสัญชาติ จึงนำไปสู่การวางแผนปฏิบัติการจับกุม
นายนฤชาระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้กำชับทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารการเกิด โดยได้ตรวจสอบโรงพยาบาลทั่วประเทศและย้ำว่าอย่าเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือหรือดำเนินการที่ขัดต่อข้อเท็จจริง ระเบียบ และกฎหมาย
“ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ เรามีโทษสถานเดียวคือให้ออกจากราชการ และลงโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนคดีอาญาก็จะดำเนินการ เพราะเจ้าพนักงานของรัฐต้องมีโทษมากกว่าประชาชนทั่วไป” นายนฤชากล่าว
นายนฤชากล่าวต่อว่า หากเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชน ก็ได้หารือกับกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า ต้องพ้นจากหน้าที่เช่นเดียวกัน ส่วนเจ้าหน้าที่ทะเบียนหรือสำนักงานเขต หากพบว่าเกี่ยวข้องก็จะดำเนินการตามมาตรการเดียวกัน พร้อมย้ำว่าอย่าหวังผลตอบแทนเพียงเล็กน้อยจนเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำผิด เพราะทำให้ข้อมูลทะเบียนราษฎรผิดพลาด และส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้เป็นช่วงรื้อคดีเก่า ขณะที่คดีใหม่จะใช้ทั้งมาตรการเจ้าหน้าที่และระบบเทคโนโลยีป้องกันอย่างเข้มงวด
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก 20 ราย และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับและหมายค้นได้ 35 ราย
สำหรับปฏิบัติการในวันนี้ เกิดจากการได้รับเบาะแสจากภาคประชาชน ผ่านผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงสายด่วน 191 และ 1599 ก่อนขยายผลเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดตามหมายจับ
พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ขณะนี้พบเด็กต้องสงสัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครประมาณ 1,483 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้คัดกรองไว้แล้ว และจะทยอยตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงดำเนินการเพิกถอนสัญชาติหากพบพยานหลักฐานว่ามีการได้สัญชาติโดยมิชอบ
“วันนี้เราดำเนินการ 2 คดีตามที่มีการร้องเรียน เป็นเด็ก 2 คน ออกหมายจับ 6 หมาย หมายค้น 4 หมาย สามารถจับกุมแม่ชาวต่างชาติ พ่อชาวต่างชาติ และพ่อทิพย์ได้ทั้งหมด” พล.ต.อ.สำราญกล่าว
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า เด็กทั้ง 2 คนถือหนังสือเดินทาง 2 สัญชาติ จึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องสัญชาติ ขณะเดียวกันจะขอความร่วมมือโรงพยาบาลทั้ง 161 แห่งในกรุงเทพมหานคร รวบรวมพยานหลักฐานในกรณีที่เข้าข่ายต้องสงสัย ก่อนประสานกรมการปกครองดำเนินการตามกฎหมาย
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวด้วยว่า ขอฝากเตือนไปยังประชาชน โดยเฉพาะคนไทยที่อาจถูกว่าจ้างด้วยค่าตอบแทนไม่มาก หรือถูกคนรู้จักชักชวนให้รับเป็นพ่อเด็ก ขอให้ระมัดระวัง เพราะหากกระทำผิดแล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีและแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติตามกฎหมายต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการแจ้งเกิดในครั้งนี้แตกต่างจากคดีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมหรือไม่ พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า กรณีเดิมเป็นการล็อกตัวบุคคลไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องไปจดทะเบียนกับใคร แต่คดีล่าสุดเป็นการเข้ารับบริการตามระบบคิวปกติ
“เหมือนเราไปใช้บริการหน่วยงานของรัฐหรือธนาคาร เขาจะมีหมายเลขคิว ผมไม่สามารถรู้ได้ว่าจะไปติดต่อเคาน์เตอร์ไหน เขาก็รันคิวปกติ เราต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นที่สื่อถาม เดี๋ยวให้ชุด DOPA Night สอบสวนให้ชัดเจนอีกครั้ง” พล.ต.อ.สำราญกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะไปแจ้งเกิดนั้น แม่ชาวจีนและพ่อไทยเดินทางไปด้วยกันหรือไม่ พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ขอไปตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง เพราะในเอกสารมีข้อมูลทั้งแม่ชาวจีนและพ่อไทย แต่ยังไม่ทราบว่าตัวบุคคลเดินทางไปกี่คน เนื่องจากเป็นรายละเอียดของขั้นตอนปฏิบัติ
ส่วนแรงจูงใจของขบวนการ พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า คาดว่าเป็นความต้องการของกลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการให้บุตรได้รับสัญชาติไทย โดยหลังคลอดก็หาคนไทยมารับเป็นบิดา เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยสายเลือด
ขณะที่ ทันตแพทย์อาคม กล่าวว่า บทบาทของกรม สบส. คือกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่การฝากครรภ์ การทำคลอด และการออกหนังสือรับรองการเกิด ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับมารดา บิดา และเด็ก ก่อนให้แพทย์ลงนามรับรอง และผู้รับมอบอำนาจจากโรงพยาบาลนำเอกสารไปแจ้งเกิดกับนายทะเบียน
ทันตแพทย์อาคม กล่าวว่า หากมีบุคลากรทางการแพทย์นำบุคคลสัญชาติไทยมาสวมเป็นบิดา จะทำให้การตรวจสอบของนายทะเบียนเป็นไปได้ยาก กรม สบส. จึงจะขยายผลตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศกว่า 470 แห่ง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี
นอกจากนี้ จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง บันทึกถ้อยคำผู้เกี่ยวข้อง และอายัดเอกสารทั้งหมด โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับการฝากครรภ์ การทำคลอด หนังสือรับรองการเกิด รวมถึงสอบปากคำพยาบาลฝากครรภ์ พยาบาลห้องคลอด และแพทย์ผู้ทำคลอดเป็นกรณีพิเศษ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการกระทำผิด ขอให้แจ้งมายังกรม สบส. หรือพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ โดยย้ำว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือของขบวนการดังกล่าว













