‘กรวีร์’ เตรียมถก 9 แกนนำภูมิใจไทยฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ’ ปมโยงฮั้ว สว.
‘กรวีร์’ เตรียมถก 9 แกนนำภูมิใจไทยฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ’ ปมโยงฮั้ว สว. โต้ไม่ได้ฟ้องปิดปาก ย้ำ ตรวจสอบได้ แต่อย่าใส่ร้ายโดยไร้หลักฐาน
วันนี้ (24 ก.ค. 69) นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 คนมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อนายกรวีร์รวมอยู่ด้วย ว่าได้ติดตามจากข่าว แต่เนื่องจากตนเองติดประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบปี 70 อยู่จึงไม่ได้ออกมาชี้แจง และนายภราดรก็เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกกล่าวหา ทางพรรคก็มีการพูดคุยกันที่จะให้ทั้ง 9 คนที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งก็จะมีหารือกันว่าจะไปดำเนินคดีในรูปแบบไหน
เรื่องนี้ตนเองแปลกใจตามที่ได้ติดตามจากข่าวที่มีการเปิดเผยรายชื่อ 9 คนจากพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. แต่นายยิ่งชีพพูดว่าไม่ได้มีหลักฐาน ไปฟังจากคนอื่นที่มาเล่าให้ฟัง ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นเสียหาย กระบวนการเคลื่อนไหวและการตรวจสอบบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะการตรวจสอบนักการเมือง ตนยินดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากสังคม ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายการเมือง ไม่เคยหลบหลีก ยินดีให้มีการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบต้องเป็นไปด้วยความถูกต้อง ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง นำประเด็นที่ไม่มีมูลและหลักฐานมาใส่ความฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด
ส่วนประเด็นเรื่องที่นายยิ่งชีพนำมายื่นให้กับประธานวิปฝ่ายค้าน นึกว่ามีประเด็นใหม่ แต่เขาก็บอกเองว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเก่า ซึ่งนายพริษฐ์ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ทั้งการตรวจสอบผ่านคณะกรรมาธิการ เมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเก่า แล้วเจตนาจริง ๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว ทำไปเพื่ออะไร จึงอยากจะรู้ ซึ่งทำให้สังคมคิดว่าความเคลื่อนไหวที่ออกมาในช่วงนี้เป็นจังหวะทางการเมืองหรือไม่ จึงอยากจะฝากถึงองค์กรภาคประชาสังคมและภาคประชาชนต่าง ๆ ว่ากระบวนการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และคนที่เป็นนักการเมืองควรที่จะถูกตรวจสอบมากกว่าบุคคลทั่วไป แต่พื้นฐานการตรวจสอบต้องมาด้วยความชอบ ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่มีเจตนาทางการเมืองที่แอบแฝง ทำให้คนอื่นเสียหาย และจากนี้ก็จะมีการหารือกันภายในพรรคว่าจะดำเนินคดีในข้อหาอะไรบ้างนอกจากข้อหาหมิ่นประมาท
ส่วนกรณีที่นายยิ่งชีพมีการยกระเบียบของศาลฎีกาเรื่องกฎหมายฟ้องปิดปาก เข้าข่ายระเบียบของศาลที่มีการหยิบยกมาอ้างหรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่าคิดว่าการฟ้องปิดปาก ทั้งตนเอง นายกรัฐมนตรี สส. และฝ่ายรัฐบาล หากใช้อำนาจรัฐไปปิดปากคนที่เอาความจริงมาเผยแพร่ต่อสังคม ตนว่าใช่ แต่สิ่งที่เขาออกมาพูดก็เป็นคนยอมรับเองว่าไม่มีหลักฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และทำให้คนเสียหาย โดยเฉพาะ 9 รายชื่อที่มีการพูดถึงพฤติกรรมอย่างชัดเจนและทำให้เสียหาย คิดว่าก็จะต้องรักษาสิทธิและศักดิ์ศรีของตัวเอง
“ถ้าหากว่ามีใครสักคนหนึ่งไปกล่าวหาคุณยิ่งชีพ เดี๋ยวจะไปเอ่ยชื่อเขา เอา ‘ยช.’ ก็แล้วกัน จะยิ่งชีพ ยิ่งชั่ว ก็ลองไปว่ากัน ถ้าสมมุติมีคนไปกล่าวหาเขาในขบวนการที่เกี่ยวข้องกับ Forex ที่พรรคทางนู้นเขากำลังเกี่ยวข้องอยู่จะทำอย่างไร หรือถ้ามีคนไปกล่าวหานาย ‘ยช.’ ว่ามีกระบวนการสมรู้ร่วมคิดไปปลุกปั่นให้เยาวชนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือไปทำให้สังคมเสียหาย ซึ่งเขาไม่ได้ทำ แล้วเขาเสียหาย เขาจะออกมารักษาสิทธิของตัวเองหรือไม่ พวกผมก็เหมือนกัน เราได้รับความเสียหาย ถูกใส่ร้ายถูกป้ายสี เราก็ต้องรักษาสิทธิของตัวเอง เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ถ้าพวกผมไม่ออกมาเลย พวกผมไม่ออกมาตอบโต้ พวกผมไม่ดำเนินคดี เดี๋ยวเขาก็จะบอกอีกนี่ไง ก็เฉยก็รับใช่ไหม ไม่ออกมาชี้แจง ไม่ออกมาตอบโต้ใด ๆ ซึ่งผมคิดว่ากระบวนการขั้นตอนเหล่านี้มันต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เขาออกมาใส่ร้ายผมและผมได้รับความเสียหาย ผมก็ควรที่จะมีสิทธิในการปกป้องศักดิ์ศรี ปกป้องสิทธิของตัวเอง” นายกรวีร์กล่าว
ส่วนรายละเอียดที่ออกมาเปิดเผยว่ารู้จักกับคนที่ถูกเลือกให้เป็น สว. นายกรวีร์กล่าวว่า ข้อมูลของคนอื่นตนเองไม่ได้ฟังโดยละเอียด ตนเองไม่ทราบว่าใครไปมีพฤติกรรมอะไร แต่ในส่วนของตนเอง มีผู้ช่วยของ สส. ที่รู้จักกับผู้สมัคร สว. แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับตนเอง ถ้าบอกว่าตนเองขับรถพาไปสมัคร เป็นคนอยู่ในกระบวนการ มีคลิปวิดีโอ คลิปเสียง มีหลักฐานการโอนเงิน ในกระบวนการมีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนการของการฮั้ว สว. ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ไม่ใช่ แต่นี่เป็นบุคคลอื่น แล้วพยายามโยงมาให้ถึงตนเอง ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าทั้ง 9 คนอยู่ในกระบวนการ ซึ่งตนเองก็งงว่าเป็นผู้ช่วยของ สส. ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับตนเอง เรื่องนี้ไม่มีเจตนามาตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและการตรวจสอบที่ตรงไปตรงมา แต่น่าจะโยงไปถึงประเด็นทางการเมืองมากกว่า













