ENVIRONMENT

‘ทีมเพื่อนธรณ์’ จัดเวทีเสวนา ‘ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ’ ชูโมเดลฟื้นฟูป่าและแหล่งน้ำชุมชนสู้ภัยเอลนีโญ

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69 ที่ SCBX Next Stage ชั้น 4 สยามพารากอน ทีมเพื่อนธรณ์ นำโดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จัดงานเสวนา “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อาทิ ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม และ ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อหาทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัวของชุมชนและองค์กรธุรกิจก่อนเกิดความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นฟู

เนื้อหาจากการเสวนาระบุว่า ปัจจุบันโลกก้าวข้ามจากยุคโลกร้อน (Global Warming) สู่ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบภูมิอากาศโลก ส่งผลให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติทวีความรุนแรงในลักษณะการขยายผลของวิกฤตที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ (Climate Amplification) โดยมีปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งรุนแรง นำไปสู่มหันตภัยที่เชื่อมโยงกันทั้งไฟป่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง และปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ การเกษตร และความมั่นคงของภาคธุรกิจ

ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยถึงโครงการไม้ยืนต้นป่ายั่งยืนที่ทำร่วมกับสิงห์อาสาว่า เป็นการลงพื้นที่ที่รับผลกระทบจากไฟป่าโดยตรงเพื่อปลูกต้นไม้ ซึ่งมีอัตราการรอดสูงถึงร้อยละ 80-90 โดยใช้วิธีคัดสรรพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่ถูกต้องตามระบบนิเวศ สร้างแนวกันไฟ และนำองค์ความรู้เรื่องเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาที่ทำร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาใช้ร่วมกับการปลูกไม้พื้นถิ่นเพื่อช่วยให้ต้นไม้ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุดีขึ้น นอกจากนี้ยังจัดตั้งทีมลาดตระเวนชุมชนเพื่อช่วยรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ปลูกฝังจิตสำนึกให้ชาวบ้านดูแลผืนป่า และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

ด้าน ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุถึงการทำงานร่วมกับสิงห์อาสาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันว่า แหล่งน้ำชุมชน 9 แห่งที่ใช้โมเดลบ่อพ่อ-บ่อแม่ หรือระบบโครงข่ายกักเก็บน้ำเชื่อมโยงกัน สามารถเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลับมามีน้ำใช้ตลอดปีและช่วยกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลาก ส่งผลให้ชาวบ้านมีน้ำอุปโภคบริโภค ทำการเกษตร และมีแหล่งอาหารจากปลาในบ่อ ซึ่งการขยายพื้นที่แหล่งน้ำชุมชนจะช่วยให้ชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญ

นอกจากนี้ ภายในงาน ผศ.ดร.ธรณ์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “มหันตภัย Climate Amplification เมื่อโลกเปลี่ยนไป 2 องศา” เพื่ออธิบายผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงกว่าอดีต วิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกที่มีต่อประเทศไทย และเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมรับมือในระดับโครงสร้าง พร้อมทั้งจัดเวทีเสวนารวบรวมนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์วิกฤตสิ่งแวดล้อมในมิติป่าไม้ สุขภาพ การเกษตร และชุมชน เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับตัวและโมเดลการบริหารจัดการทรัพยากรที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เสริมสร้างความพร้อมให้ทุกภาคส่วนรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Related Posts

Send this to a friend