BANGKOK

‘ชัชชาติ’ ถกกรมการปกครอง-ตำรวจ ลุยล้างบางพ่อทิพย์ สั่งเพิกถอนสัญชาติแล้ว 24 ราย

‘ชัชชาติ’ ถกกรมการปกครอง-ตำรวจ ลุยล้างบางพ่อทิพย์ สั่งเพิกถอนสัญชาติแล้ว 24 ราย เล็งรวมทีม DOPA N.I.C.E. ทำงานแบบไร้รอยต่อ เปิดสถิติปี 60-69 พบเข้าข่ายแจ้งเกิดเท็จ 8 เขต 633 เคส

วันนี้ (23 ก.ค. 69) เวลา 11.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการป้องปรามการทุจริตทางทะเบียน กรณีการตรวจพบการแจ้งเกิดและออกสูติบัตรเท็จให้แก่บุตรของมารดาชาวต่างด้าวโดยระบุชื่อบิดาเป็นคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย ที่ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

การประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง พล.ต.ต. ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. และรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พล.ต.อ. อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนางคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นายชัชชาติเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้พบความผิดชัดเจนในกรณี ‘พ่อทิพย์’ ที่นำชื่อชายไทยมาสวมเป็นบิดาเพื่อขอสัญชาติไทย โดยยืนยันตัวเลขเด็กที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จำนวน 24 ราย ซึ่ง กทม. ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เขตที่เกี่ยวข้องออกจากราชการไปแล้ว 1 ราย และได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่ทราบเรื่อง โดยมีรองปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อเร่งประสานกรมการปกครองในการถอนสัญชาติและสำรวจตัวเลขผู้ที่เข้าข่ายความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น กรณีบิดาชาวไทยที่มีภรรยาหลายคน ล้วนเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ ตนเองยังได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งพบข้อมูลว่ามีการขายแพ็กเกจสำหรับการกระทำดังกล่าว กทม. จะตรวจสอบวินัยระเบียบราชการและแนวปฏิบัติภายในเขต เช่น การตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนเดียวที่ติดต่อกับโรงพยาบาลหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยง ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกในโรงพยาบาลเอกชนเป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.) ทั้งนี้พบความผิดปกติใน 6 เขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจำนวนโรงพยาบาลในพื้นที่นั้น ๆ เช่น เขตราชเทวีที่มีโรงพยาบาลถึง 13 แห่ง จึงต้องสืบสวนหาต้นตอต่อไป ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องใครเพราะความผิดนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ

นายชัชชาติกล่าวต่อว่าปัญหาหนึ่งที่อาจจะเจอในอดีตคือบางครั้งเจ้าหน้าที่เราก็อาจจะให้ความไว้วางใจกับทางโรงพยาบาล เพราะเขามีความน่าเชื่อถือ ส่งข้อมูลมาบางทีเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้คิดว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้ตรวจสอบละเอียด ซึ่งการทุจริตก็คงมีเพราะเรามีการให้พนักงานออกไปแล้ว แต่บางทีมันอาจเป็นเรื่องความคาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตแบบนี้และเป็นการเชื่อโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเราต้องไปสืบถึงต้นตออีกทีหนึ่ง แต่เราไม่ได้ปกป้องใคร ผิดก็ต้องฟัน เพราะถือว่ามีความเสียหายกับเศรษฐกิจของชาติอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองมีการตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน หรือ DOPA N.I.C.E. ซึ่ง กทม. ก็มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว ซึ่งอยากให้เป็นเนื้อเดียวกันแบบไร้รอยต่อ อนาคตหากรวมเป็นทีมเดียวกันได้ก็ดี ซึ่งได้มีการหารือแล้วเพื่อที่จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น ทุกคนรู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรและต้องเตรียมตัวอย่างไร

นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานครเปิดเผยว่า การเพิกถอนสูติบัตรเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องถิ่น โดยปัจจุบันสำนักงานเขตได้มีการเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 24 ราย และออกสูติบัตรรายการที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้ใหม่ทันที สำหรับการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการปกครองได้สั่งการหรือมีมาตรการไว้อยู่แล้ว ขณะที่กรณีเฝ้าระวัง กรุงเทพมหานครจะออกมาตรการล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิก็จะมีการเพิกถอนสูติบัตร

พล.ต.ต. ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. และรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กล่าวว่าที่ผ่านมาตำรวจได้ดำเนินการร่วมกับกรมการปกครองอยู่แล้ว และวันนี้ได้จับมือกับ กทม. เพื่อเดินหน้าให้รวดเร็ว เชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นใหม่ไม่น่าจะมีแล้วเพราะมาตรการฝ่ายปกครองเข้มงวด แต่ปัญหาคือการตรวจสอบย้อนหลังว่ามีกรณีกระทำผิดกี่ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

อันดับแรกคือต้องดำเนินการยกเลิกสูติบัตร หากมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ต้องดำเนินคดีทุกราย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นภัยความมั่นคง ยืนยันว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกับกรณีที่นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนที่ได้ร้องเข้ามา อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกหลายเขต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงข้อมูลการตรวจสอบการรับแจ้งเกิด กรณีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นคนต่างด้าว ระหว่างปี 60-69 พบความผิดปกติอยู่ 8 เขต รวม 633 กรณี ได้แก่

เขตธนบุรี มีมูลบิดาเป็นเท็จ 22 กรณี มีเหตุอันควรสงสัย 92 กรณี

เขตบางกอกน้อย พบความเสี่ยงสูง 3 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี

เขตบางขุนเทียน มีมูลบิดาเป็นเท็จ 3 กรณี มีความเสี่ยงสูง 1 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัยอีก 268 กรณี

เขตบางรัก มีความเสี่ยงสูง 2 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 27 กรณี

เขตภาษีเจริญ มีมูลบิดาเป็นเท็จ 2 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 103 กรณี

เขตคลองสาน มีเหตุอันควรสงสัย 2 กรณี

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีความเสี่ยงสูง 5 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี

เขตห้วยขวาง มีมูลบิดาเป็นเท็จ 5 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 66 กรณี

Related Posts

Send this to a friend