ญาติเตรียมรับร่าง ‘น้องอาร์ต’ เหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ด้าน ‘สส.กังฟู’ จี้แก้กฎหมายโซนนิ่ง
ญาติเตรียมรับร่าง ‘น้องอาร์ต’ เหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ ครอบครัว เผย ยังทำใจไม่ได้ บอก เป็นเด็กกตัญญู ทำงานดูแลแม่ ด้าน ‘สส.กังฟู’ จี้แก้กฎหมายโซนนิ่ง – ตัดวงจรส่วย
วันนี้ (14 ก.ค. 69) นางกองแก้ว คุลธิ อายุ 48 ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของนายสิทธิพงษ์ ไชโย หรือน้องอาร์ต อายุ 23 ปี หนึ่งในเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เดินทางมาที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมกับนายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง เพื่อมารับร่างของน้องชาย
นางกองแก้ว กล่าวว่า นายสิทธิพงษ์ เพิ่งจะตัดสินใจเดินทางเข้ามาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ห้องอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ นายสิทธิพงษ์ ไม่ได้เรียนหนังสือ เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างลำบาก และตนเองเป็นคนอุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ผูกพันกันมากเหมือนลูกแท้ ๆ เคยพากันไปทำงานก่อสร้าง สู้ชีวิตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ
นางกองแก้ว กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำให้หัวใจของครอบครัวต้องแตกสลาย คือความกตัญญูของน้องอาร์ต เพราะเป้าหมายเดียวในการเข้ามากรุงเทพฯ ครั้งนี้ คือการตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินส่งกลับไปดูแลแม่ที่พิการ โดยก่อนวันที่จะเดินทาง ก็ได้เข้าไปบอกลาตนเองว่าไปทำงานแล้วนะ ซึ่งตนเองก็ได้แต่บอกว่าให้ตั้งใจอดทนทำงาน เพื่อที่จะได้มีเงินกลับไปสร้างบ้านใหม่ให้แม่ เพราะตอนนี้ครอบครัวลำบากมาก พ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนแม่ก็พิการ ไม่มีใครคอยดูแล
นางกองแก้ว กล่าวอีกว่า หลังจากเดินทางมาทำงาน นายสิทธิพงษ์ เพิ่งมีโอกาสโทรศัพท์กลับมาหาเพียงแค่ครั้งเดียว และยังพูดด้วยความหวังว่าทำงานที่นี่ดีอยู่ เดี๋ยวจะเก็บเงินลงมาทำบ้านให้แม่ จึงไม่คิดเลยว่าจะเป็นการพูดคุยกันครั้งสุดท้าย และยอมรับว่า นายสิทธิพงษ์ ดื้อตามประสาวัยรุ่น ตามวัย แต่น้องถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของครอบครัวในการหาเงินร่วมกับพี่น้อง ไม่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวเถลไถล ไปเที่ยวกลางคืนมา เช้าก็ยังสามารถลุกไปทำงานได้ตามปกติ ซึ่งทางครอบครัวไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะต้องมาสูญเสียน้องชายไปอย่างกะทันหันเช่นนี้
สำหรับเรื่องการชดเชยเยียวยา ทางครอบครัวยอมรับว่ามีความกังวล เนื่องจากเป็นห่วงอนาคตของแม่ที่พิการ และไม่มีคนดูแล เบื้องต้นมีเพื่อนร่วมงานของน้องติดต่อมาประสานงานเรื่องเอกสาร เพื่อทางร้านจะดำเนินการโอนเงินเยียวยาตามหลังให้แล้ว
นายวสวรรธน์ กล่าวว่า บ้านน้องอยู่หลังบ้าน จึงรู้ดีว่าน้องเป็นคนกตัญญู คนในชุมชนต่างเสียดาย และอาลัยต่อการจากไปอย่างมาก เพราะรู้ดีว่าเด็กคนนี้สู้ชีวิตเพื่อครอบครัวที่ยากจนมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ควรจะเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่ภาครัฐต้องหันมาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถานบันเทิงอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดโซนนิ่ง สถานบันเทิงให้ถูกต้อง การควบคุมวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามักจะใช้วัสดุราคาถูกที่เป็นเชื้อเพลิงทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว รวมถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเรื่องเวลาเปิด – ปิด ที่ระบุว่าปิดตี 2 แต่ในความเป็นจริงกลับเปิดเกินเวลา
นายวสวรรธน์ ย้ำว่า หากกฎหมายแรง และเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่มีการเรียกรับส่วยหรือเงินใต้โต๊ะจากเจ้าถิ่น กฎหมายก็จะมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ต้องมาคอยถอดบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้อีก














