CRIME

เปิดปฏิบัติการ ‘ถอดเกล็ดมังกร’ จับกุม ชาวจีน – จนท. รพ. – จนท. รัฐ

อำนวยความสะดวก – อ้างเป็นพ่อทิพย์ รับรองให้เด็กได้สัญชาติไทย หวังถือครองทรัพย์สิน พบ นอมินีคนไทยถือหุ้น บ.ไชน่าเรลเวย์ เอี่ยวเป็นพ่อด้วย

วันนี้ (10 ก.ค. 69) คณะทำงานต่อต้านภายความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ง. เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” เข้าตรวจค้น จับกุม เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตเป็นนายทะเบียน บุคคลสัญชาติจีน ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งกระทำความผิดในการทุจริตทางทะเบียน เป็นพ่อทิพย์ รับรองบุตรของชาวจีนเพื่อให้ได้สัญชาติไทย

สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายเฉิน ยินไล ชายสัญชาติจีน ซึ่งกระทำผิดเป็นสแกมเมอร์ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 โดยจากการสืบสวนขยายผลพบว่า มีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายบัญชีไปยังนางสาวเป้าเจียว เฉิน ซึ่งเป็นภรรยาชาวจีนของนายเฉิน ยินไล โดยนางสาวเป้าเจียว เฉิน มีบุตรจำนวน 3 คน ซึ่งทั้ง 3 คน มีสัญชาติไทย

กรมการปกครอง ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการสืบสวนเชิงลึก ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจ้างวานชายสัญชาติไทยให้มาจดทะเบียนสมรสกับนางสาวเป้าเจียว เฉิน เพื่อให้มาเป็นบิดาของบุตร ซึ่งการทำคลอด และแจ้งการเกิด มีการซื้อแพ็กเกจของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. และมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตอำนวยความสะดวก และช่วยเหลือในการรับแจ้งเกิดให้เด็กได้สัญชาติไทย โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กรมการปกครองจึงได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร“ จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 6 คน ได้แก่ (บุคคลชาวจีน จำนวน 2 คน, ชายไทยที่มารับจ้างจดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ จำนวน 3 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 1 คน พร้อมทั้งได้ทำการเพิกถอนรายการบุตรของชาวจีน ซึ่งแจ้งเกิด และได้สัญชาติไทยอันเป็นเท็จ จำนวน 5 คน

ต่อมา กรมการปกครอง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ได้ประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) ทำการสืบสวนขยายผลต่อ พบว่า การแจ้งเกิดบุตรของคนจีนให้ได้รับสัญชาติไทย มีบุคคลน่าเชื่อว่าเป็นผู้กระทำผิด ได้แก่

1.นางสาวสุ (ปกปิดนาม) หญิงชาวไทย เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เป็นนายหน้าไปติดต่อกับกลุ่มคนจีนที่อยากให้บุตรได้สัญชาติไทย โดยให้มาซื้อแพ็คเกจคลอดที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และจัดการแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย

2.นางสาวศิ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เป็นนายทะเบียน อำนวยความสะดวก และรับแจ้งการเกิดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยจากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง พบรายการแจ้งการเกิดระหว่างมารดาชาวจีนกับบิดาสัญชาติไทย ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ จำนวน 164 คน

โดยเฉพาะที่ นางสาวสุ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เป็นผู้แจ้งการเกิด กับนางสาวศิ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิดฃ ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 2563 รวมระยะเวลาแล้วกว่า 5 ปี โดยนางสาวสุ จะให้มาทำคลอดที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังย่านธนบุรี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 70,000 บาท และมีค่าดำเนินการของ น.ส.สุ ประมาณ 20,000 บาท ทำหน้าที่จัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการรับรองการเกิดและเอกสารของบิดาและมารดาเพื่อนำไปแจ้งการเกิด โดยจะมีการใช้คนไทยจดทะเบียนสมรสหรือมารับรองว่าเป็นบิดาให้ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2,000 – 15,000 บาท และมีน.ส.ศิ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เชื่อว่ารู้เห็นกับการดำเนินการของ น.ส.สุ เบื้องต้นจากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองพบรายการแจ้งการเกิดระหว่างมารดาต่างด้าวกับบิดาสัญชาติไทย ที่กระทำโดยบุคคลทั้งสองรายดังกล่าวข้างต้นจำนวน 62 คู่ และตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรม (DNA) ระหว่าง บิดา-มารดา และบุตร จึงพบว่า มีการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จ โดยบิดาคนไทยมิใช่บิดาที่แท้จริง เป็นที่แน่ชัดจำนวนอย่างน้อย 19 คน

จากนั้น กรมการปกครอง จึงได้มอบหมายเจ้าหน้าที่มาดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับ นางสาวสุ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้แจ้งการเกิด นางสาวศิ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต นายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิด และชายสัญชาติไทย บิดาเท็จ รวมทั้งบิดา มารดา สัญชาติจีน ในความผิดฐานร่วมกันทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นมีชื่อหรือรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงเอกสารรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองว่าเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้งและรับรองหลักฐาน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในเอกสารนั้นตามมาตรา 162 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ ศาลจึงได้ออกหมายจำนวน 40 และ 42 หมายค้น ประกอบด้วย น.ส.สุ (สงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย, น.ส.ศิ (สงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่เขต 1 ราย, พ่อไทย (พ่อทิพย์) จำนวน 17 ราย และ แม่ต่างด้าว จำนวน 16 ราย และพ่อต่างด้าว 5 คน โดยหนึ่งในผู้ที่ถูกออกหมายจับคือ นายประจวบ (สงวนนามสกุล) ที่ถูกดำเนินคดีในการเป็นพ่อทิพย์นั้น เป็นหนึ่งผู้ถือหุ้นใน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ซึ่งถือหุ้น 10.20% หรือ 102,000 หุ้น โดยเป็นนอมินีชาวไทยของบริษัทดังกล่าว

โดยเวลา 14:00 น. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น และจับกุมชาวจีน ที่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ย่านพระราม 2 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านของ ด.ช. คุณ (นามสมมติ) ที่ตรวจพบว่ามี 2 ตัวตน ปรากฏเอกสารใบแจ้งเกิดสัญชาติไทย และใบเกิดสัญชาติจีน รวมไปถึงกระจายกำลังเข้าไปจับกุมตรวจค้นในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ การกระทำผิดในกรณีนี้ เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นความผิดมูลฐาน
ตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งสำนักงาน ปปง. จะได้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินการกับทรัพย์สินของเครือข่ายผู้กระทำความผิด และผู้ที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ปัจจุบันกรมการปกครองได้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรการป้องกันการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเชิงโครงสร้างดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยได้เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตการจดทะเบียนสมรส และการรับแจ้งการเกิดบุตรของคนต่างด้าวกับคนไทยไปแล้ว ทั้งการให้บิดา และมารดานำหลักฐานการเกิดมาแสดงต่อหน้านายทะเบียน การให้แยกสอบสวน การตรวจสอบหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ของโรงพยาบาล และกรณีการแจ้งการเกิดที่มีข้อพิรุธสงสัยให้นายทะเบียนส่งตรวจสอบทางพันธุกรรม (DNA) เช่นนี้ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จะดำเนินการตรวจสอบการแจ้งเกิดบุตรของคนต่างด้าวกับคนไทยที่มีพิรุธ และเข้าไปสุ่มตรวจรายการแจ้งเกิดบุตรของคนต่างด้าวกับคนไทยของสำนักทะเบียน ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้มีเบาะแสว่ามีโรงพยาบาลเอกชน ในกรุงเทพมหานครอีกหลายแห่งที่มีการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันนี้ โดยหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที

Related Posts

Send this to a friend