POLITICS

‘ศิริกัญญา’ ซัด พ.ร.บ. โอนงบฯ หมื่นล้าน ห่วงตัดงบลงทุน 93% กระทบเศรษฐกิจ

‘ศิริกัญญา’ ซัด พ.ร.บ. โอนงบฯ หมื่นล้าน เตือนรัฐบาลสัญญาณอันตราย ใช้หนี้ได้ไม่ถึง 10% ห่วงตัดงบลงทุน 93% กระทบเศรษฐกิจ ชี้ไม่กล้าแตะงบศาล – อัยการ – กองทัพ

วันนี้ (25 มิ.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวาระในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ พ.ศ. … โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม

น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ อภิปรายเป็นคนแรกว่าการโอนงบประมาณไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤต เราจะทำการเกลี่ยก่อนกู้เพื่อไปแก้วิกฤต ซึ่งหากทำเช่นนั้นไม่มีใครคัดค้านการเตรียมงบประมาณเอาไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น วิกฤตพลังงาน แต่ตนเองคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์นั้น แต่เป็นการเตรียมงบประมาณเอาไว้เพื่อรองรับวิกฤตของตัวรัฐบาลเอง ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าสถานะทางการคลังของรัฐบาลกำลังมีปัญหาหนัก เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังและกำลังต้องรวบรวมเงินทุกบาททุกสตางค์ เพื่อรองรับภาระหนี้ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่าเราต้องไม่หลงประเด็น เพราะการโอนงบรอบนี้ไม่ใช่การเตรียมเงินเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นการเตรียมเงินวิกฤตรัฐบาล ผ่านมาสามเดือนและหลังจากมีการแถลงนโยบายผ่านมา 3 เดือน ซึ่งมีการระบุชัดในนโยบายเรื่องการโอนงบประมาณ ตนเองก็เคยอภิปรายและเตือนรัฐบาลไปแล้วว่าการโอนงบประมาณอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเป็นการโอนงบประมาณในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ ทำให้เหลืองบประมาณไม่มาก อีกทั้งในช่วง 3 เดือนแรกรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างหนัก อย่างเรื่องงบอบรมสัมมนา และพอจะออก พ.ร.บ. งบประมาณช่วงเดือนมีนาคม หากไปดูอัตราการใช้จ่ายก็เกิน 60% ไปแล้ว และเมื่อจะโอนจริงทำให้เหลืองบประมาณไม่มาก เมื่อมีการชะลอการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วนของระบบราชการ เพราะหลังจากส่งสัญญาณว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ มีการส่งหนังสือเวียนให้เร่งรัดการเบิกจ่ายก่อนวันที่ 30 เมษายน เมื่อหลายหน่วยงานเร่งไม่ทันก็มีการชะลอการใช้จ่าย ทำให้การเบิกจ่ายภาครัฐหยุดชะงักในช่วงแรก ต่อมารัฐบาลกังวลว่าหากออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ ก่อนจะอนุมัติ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ก็อาจจะต้องนำเงินไปใช้เงินคงคลัง ทำให้การออก พ.ร.บ. โอนงบฯ ถูกเลื่อนไปอีก สุดท้ายตั้งเป้าโอนงบเมื่อเดือนเมษายน 8 หมื่นล้านบาท ลดลงมาเหลือแค่ 1 หมื่นล้านบาท แต่สุดท้ายเงินนิดเงินหน่อยก็ต้องเอาเพราะรัฐบาลกำลังช็อตใช่หรือไม่

ขณะที่งบกลางฉุกเฉินที่นายกฯ บอกว่าใช้หมดแล้วเพราะเอาไปรองรับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เพราะนำไปใช้รับมือวิกฤตพลังงานแค่ 3 พันล้านบาท ส่วนที่จะโอนรอบนี้เพราะมีหนี้ค้างจ่าย เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม และยังมีค่าโง่คลองด่าน รวมถึงยังต้องเตรียมเงินไว้สำหรับภัยพิบัติ ความมั่นคง ชายแดน และภาระอื่นอีกมากมาย ซึ่งก่อนที่จะออก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท บอกว่าจะเอาไปใช้หนี้ 140,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดสำนักงบประมาณบอกว่าหนี้ก้อนนี้เหลืออยู่ 5 หมื่นล้านบาท จึงอยากให้รัฐบาลชี้แจงว่าตกลงแล้วหนี้ที่ค้างจ่ายเหลืออยู่เท่าไร ขณะที่งบประมาณที่จะต้องโอนมามีเพียง 10,328 ล้านบาท ยังไม่เพียงพอกับภาระหนี้ที่จะต้องจ่าย

“เมื่อมาดูไส้ใน ปรากฏว่า 93% ของงบที่ถูกตัด ถูกโอนไปเป็นรายจ่ายลงทุน ประมาณ 9 พันกว่าล้านบาท หากปล่อยให้เงินก้อนนี้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จะเกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการแจกเงิน หรือไทยช่วยไทยพลัส 60:40 รวยกันจนไม่ไหวแล้ว แทนที่จะตัดตรงนั้นแต่ท้ายที่สุดกลับไปตัดงบลงทุน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นการตัดงบประมาณจริง ๆ กับการจัดลำดับความสำคัญใหม่ แต่เป็นการเลื่อนจ่ายเนื่องจากไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันตามเวลา แสดงว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มีความจริงจังในการจัดลำดับความสำคัญใหม่ และที่ตลกไปกว่านั้น อ้างว่าจะนำเงินไปรองรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่กลับมีการตัดงบในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำประมาณ 1,033 ล้านบาท ตนก็งงเหมือนกัน อ้างภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำแล้งเพื่อโอนงบประมาณ แต่กลับตัดงบที่ใช้ในส่วนนั้น หากให้ความสำคัญจริง ทำไมไปตัดในส่วนนั้น หรือหากให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริง ทำไมเลือกตัดรายจ่ายลงทุน แทนที่จะตัดส่วนอื่นที่เป็นรายจ่ายประจำ” น.ส. ศิริกัญญาระบุ

น.ส. ศิริกัญญายังกล่าวว่าในการอภิปรายการโอนงบฯ ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตมากมายในโครงการต่าง ๆ ที่สามารถปรับลดได้เพื่อนำไปทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา (Skill/Credit Portfolio) เท่าที่เช็กยังไม่ได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 2 มิถุนายน เพราะมีการทบทวน TOR อยู่ ซึ่งสามารถปรับลดงบลงได้ แต่เป็นเพียงการตัดลดงบงวดแรก ไม่ได้ตัดลดทั้งโครงการ ขณะที่กระทรวงกลาโหมก็ยืนหนึ่งเรื่องของการเบิกจ่ายล่าช้า ซึ่งปี 2563 ก็เป็นกระทรวงที่โอนงบกลับมามากที่สุด แต่รอบนี้กลับถูกโอนเพียงแค่ 223 ล้านบาท ขณะงบที่เป็นแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานก็ยังนำมาไม่หมด ทั้ง ๆ ที่อยู่ในแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทอยู่แล้ว และรอบนี้การโอนงบประมาณไม่มีการไปแตะงบของศาล อัยการ และองค์กรอิสระแม้แต่บาทเดียว

น.ส. ศิริกัญญากล่าวว่าตนเองก็เลยงงว่าตกลงแล้วรัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญหรือไม่ในการโอนงบประมาณครั้งนี้ หรือแค่ดึงเงินจากหน่วยงานที่ยอมให้ดึง หรือหน่วยงานที่ยอมเลื่อนงวดงาน แล้วใช้แค่เกณฑ์วันที่มาบอกว่าโครงการใดใช้จ่ายเบิกจ่ายไม่ทัน ก็ต้องโอนงบกลับมา แต่ไม่ไปแตะงบประมาณที่ใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพ

น.ส. ศิริกัญญากล่าวอีกว่าปัญหาที่เราเจอในร่างฉบับนี้ ในยามวิกฤตแบบนี้ ยังไม่เห็นภาวะของผู้นำประเทศที่จะให้ความสำคัญกับการจัดลำดับใหม่ เมื่อประเทศต้องเจอกับวิกฤต ยังมีปัญหาเรื่องการมองปัญหาล่วงหน้า ปัญหาเรื่องการบริหารการเงินการคลังที่ดี เพราะเหมือนรอให้หนี้บวมเพิ่ม

“ถึงวันที่จะต้องจ่ายแล้วค่อยวิ่งหาเงิน ทำให้หลังชนฝา ต้องหาทุกบาททุกสตางค์มารวมไว้ในก้อนนี้ แต่กลับไม่กล้าปรับในสิ่งที่จำเป็น สะท้อนว่าการโอนงบประมาณ 10,000 ล้านบาทนี้ เพื่อช่วยรัฐบาลหมุนเงินที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ประเทศกลับต้องแลกกับการชะลอเบิกจ่ายของหน่วยราชการ และเมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่จะต้องจ่ายกว่า 140,000 ล้านบาท เงินที่โอนมาก็ยังไม่ถึง 10% ที่ต้องใช้หนี้ ตนจึงมองว่าเป็นการโอนงบประมาณที่ได้ไม่คุ้มเสีย ยังเป็นสัญญาณเตือนที่ดี ถ้ารัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน บริษัทนี้ก็มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ใช้จ่ายเกินตัว หมุนเงินไม่ทัน ติดหนี้มหาศาล ทั้งจากคู่ค้าและคู่ความ ไม่ใช่หนี้จากการกู้ด้วยซ้ำ แต่ที่น่าเสียดายจากการพูดคุยกับวิปและตัวแทนประธาน เพราะว่าสภาแห่งนี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขการโอนงบประมาณ ผ่านการแก้ไขตัวบทกฎหมายนี้ได้แต่อย่างใด เพราะติดปัญหาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ถ้าจะโอนงบประมาณเพิ่มก็ถือเป็นการเพิ่มรายการ แต่ถ้าจะลดโครงการใดที่ไม่สมควรตัดงบประมาณ ก็จะกลายเป็นการเพิ่มงบประมาณ ทั้งขึ้นทั้งล่องเราไม่สามารถที่จะแก้ไขเปลี่ยนอะไรในเล่มงบประมาณนี้ได้ แต่ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเจอครั้งแรก แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหานี้ให้เกิดขึ้นจริง” น.ส. ศิริกัญญากล่าว

น.ส. ศิริกัญญายังยืนยันว่าเราต้องพิจารณา พ.ร.บ. โอนงบฯ นี้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ รัดกุม ถึงแม้จะไม่สามารถปรับลดเพิ่มอะไรได้ อย่างน้อยสิ่งที่ไม่สมควรทำ หรือตัดเพิ่ม ก็ควรระบุไว้ในข้อสังเกต เพื่อให้สภาได้ใช้สิทธิและอำนาจเต็มที่ดันงบประมาณ

Related Posts

Send this to a friend