‘กรณ์’ ซัดรัฐบาลโอนงบแค่ 10,300 ลบ. จากเป้าแสนล้าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก
‘กรณ์’ ซัดรัฐบาลโอนงบแค่ 10,300 ลบ. ส่งผลต่อเศรษฐกิจ – เยียวยาประชาชนน้อยมาก ชี้ทำเพราะแก้เขิน – แก้ต่าง
วันนี้ (25 มิ.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวาระในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ พ.ศ. … โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม
นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ พ.ศ. … ว่าถือเป็นโอกาสที่สำคัญของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับความตั้งใจใช้ภาษีพี่น้องประชาชนให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ที่รัฐบาลนำเสนอต่อรัฐสภา เป็นกฎหมายที่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยมาก มีผลต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคน้อยมาก และมีผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนน้อยมากเช่นกัน
“เมื่อมาดูในรายละเอียดแล้ว อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบว่าเหมือนเด็กมาเล่นขายของมากกว่าการทำงานของรัฐบาลในการบริหารการคลังของประเทศ” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวมีไว้เพื่อปรับการใช้เงินของรัฐบาลให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งตั้งแต่ตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลพูดถึงสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ส่งผลต่อปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาแก๊สที่แพงขึ้น รัฐบาลจึงประเมินว่าแผนการใช้เงินตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 69 สมควรต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จะได้มีเงินมาดูแลและเยียวยาประชาชน ซึ่งถือเป็นหลักการที่ดีมาก และเชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มองเห็นความจำเป็นในการปรับการใช้จ่ายงบประมาณ 69 ทันทีที่เกิดสงคราม จึงเป็นสาเหตุที่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายในการแถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเราก็เห็นด้วยว่าเป็นการบริหารจัดการตามที่ควรจะเป็น แต่สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลต่อธุรกิจและประชาชนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกช้าและออกน้อย
นายกรณ์กล่าวว่าทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. เป็ดง่อย ที่ไม่สามารถเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลในการดำเนินภาษีไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตามเจตนาเริ่มต้นที่มี โดยตารางเวลาในการนำเสนอเรื่องนี้ ในแง่ความคิดมีมาตั้งแต่วันที่เกิดสงครามช่วงเดือนมีนาคม รองนายกฯ เอกนิติได้ส่งสัญญาณว่างบที่รัฐบาลคิดว่าน่าจะโอนได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน แต่หากย้อนกลับไปดู จะเห็นว่ามีรองนายกฯ ปกรณ์ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออก พ.ร.ก. สูงถึง 500,000 ล้านบาท ซึ่งตนเองเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของนายเอกนิติ เช่นเดียวกันกับกระทรวงการคลังที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้รับเรื่องนี้ และความจริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปปรึกษากระทรวงการคลัง การออก พ.ร.ก. ควรเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังได้เป็นผู้ริเริ่มความคิด และสถานการณ์ ณ วันนั้นก็บอกว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องออก เพราะกระทรวงการคลังมีแผนที่ดีกว่าอยู่แล้ว คือการโอนงบประมาณรวมกับงบที่เหลืออยู่ก็จะมีงบประมาณกว่า 125,000 ล้านบาท ในการเยียวยาประชาชนจากเหตุภาวะสงคราม
สุดท้ายก็น่าเศร้าที่การคลังแพ้การเมือง เพราะการเมืองมีธงชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก. สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่นายเอกนิติขีดเส้นไว้ว่าจะพิจารณาโครงการใน พ.ร.บ. โอนงบฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน หากใครยังไม่ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง จะถูกพิจารณาตามความเหมาะสมว่าโอนงบประมาณไปหรือไม่ แต่เวลาก็ล่วงไป ถูกปล่อยปละละเลย ทิ้งเวลานานมาก กว่าจะออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ และแน่นอนว่าไม่มีกระทรวงไหนอยากคืนงบประมาณให้กับนายเอกนิติ สุดท้ายแล้วทุกกระทรวงก็เร่งลงนามในสัญญา แม้ว่าไม่ใช่โครงการที่จำเป็นเร่งด่วน หรือมีความสำคัญเทียบเท่ากับการดูแลประชาชน เป็นเพราะรัฐบาลต้องการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทมาแทน
นายกรณ์ยังถามอีกว่าจาก 100,000 ล้านบาทเหลือ 10,300 ล้านบาท ต้องมีคำอธิบาย ทำไมถึงเหลือแค่นี้ และทำแค่นี้ ทำไปทำไม เพราะผลต่อระบบเศรษฐกิจแทบไม่มี ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 10 ของเจตนาเดิมที่รัฐบาลมี หากเปรียบเทียบการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณในช่วงที่เกิดวิกฤตก่อนหน้านี้ ในช่วงโควิดสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งโอนงบประมาณได้ถึง 88,000 ล้านบาท มากกว่าการโอนงบในรัฐบาลอนุทิน 2 เกือบ 9 เท่า และหากเปรียบเทียบกับงบประมาณปี 63 เป็นวงเงินรวมที่น้อยกว่าวงเงินงบประมาณปี 69 เกือบ 500,000 ล้านบาท
นายกรณ์มองว่ามีเหตุผลหลักอยู่ 2 เหตุผล คือการแก้เขินและการแก้ต่าง โดยที่แก้เขินเพราะรัฐบาลได้ประกาศต่อรัฐสภาในการแถลงนโยบายว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หากไม่ทำจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนแก้ต่างคือแก้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเงื่อนไขสำคัญในการจะออกได้ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น และหนึ่งในความหมายนั้นคือรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทุกชิ้นแล้วในการหาเงินมาแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่เพียงพอ จึงต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้นหากรัฐบาลไม่ออก พ.ร.บ. โอนงบ และโอนให้แค่ 10,000 ล้านบาท ก็อาจเป็นประเด็นคำถามที่รัฐบาลจะมีปัญหาในการตอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าออก พ.ร.ก. โดยที่แม้แต่ พ.ร.บ. ยังไม่ทำเลย แต่หากถามว่าสุดท้ายแล้ว การโอนแค่หมื่นล้าน ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกว่าสามารถโอนได้ 100,000 ล้านบาท เป็นการกระทำสุดความสามารถ นำไปสู่สภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาต่อไป
พอถึงวันนี้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยแบงก์ชาติออกมาปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากเดิม 1% กว่า เป็น 2% กว่า คือมองว่าสถานการณ์ดีขึ้น สภาวะสงครามที่น้ำมันแพงขนาดนี้ค่อนข้างคลี่คลาย ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงรวดเร็ว สถานะทางการเงินของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเป้า และเกินเป้าด้วยซ้ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศก็สูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตอนนี้ไม่มีเงื่อนไขเรื่องความมั่นคงด้านเศรษฐกิจที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เลย และศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเรื่องนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม จึงขอแนะนำรัฐบาลว่าเมื่อโอน 10,300 ล้านบาทไปแล้ว อย่ารีบใช้ เผื่อว่าไม่มี พ.ร.ก. ในมือ คุณค่าของ 10,300 ล้านบาทจะเพิ่มขึ้นอย่างทันที













