CRIME

โฆษก ตร.โต้ ‘ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ ยัน คลิปเสียงคดีสินบนทองคำ เป็นของจริง

โฆษก ตร.โต้ ‘ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ ยัน คลิปเสียงคดีสินบนทองคำ 246 ล้านบาทเป็นของจริง ผ่านการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ หากคาใจให้นำไปสู้ในศาล เตือนโซเชียลบิดเบือนข้อมูลเสี่ยงถูกดำเนินคดี

วันนี้ (22 เม.ย. 69) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงโต้แย้งข้อเท็จจริงเรื่องคลิปเสียงที่ถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีสินบนทองคำมูลค่า 246 ล้านบาท โดยฝ่ายทนายตั้งข้อสังเกตว่า คลิปเสียงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำมาเปิดเผย อาจถูกใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดัดแปลงข้อมูล

พลตำรวจโทไตรรงค์ ยืนยันว่า คลิปเสียงที่นำมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ได้ผ่านกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานครบถ้วนแล้ว และถือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายทนายตั้งคำถามว่า การนำคลิปเสียงดังกล่าวมาเปิดเผย ได้รับอนุญาตจากพลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือไม่ โฆษก ตร. ชี้แจงว่า ในฐานะที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่อมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่เป็นที่สนใจของสังคมและสื่อมวลชน ซึ่งหมายความว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายและอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว

พลตำรวจโทไตรรงค์ ยังชี้แจงความคืบหน้าคดีและสถานะของนายสามารถ หลังมีข้อสงสัยเรื่องการหายตัวไป โดยระบุว่า คดีนี้เริ่มต้นจากการที่พันตำรวจเอกภาคภูมิ พิศมัย นำพยานหลักฐานมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหารายแรกมีสถานะเป็นกรรมการองค์กรอิสระ ทำให้คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะไต่สวนอิสระที่ตั้งโดยประธานศาลฎีกา

ส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นที่ไม่มีสถานะดังกล่าว คดีจะอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนบุคคล 5 ราย รวมถึงพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ และนายสามารถ ผลการสอบสวนได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 ราย และสั่งไม่ฟ้อง 1 ราย คือ นายสามารถ โดยสำนวนทั้งหมดได้ส่งไปยังพนักงานอัยการแล้ว

โฆษก ตร. อธิบายเพิ่มเติมว่า คดีนี้เปรียบได้กับกรณีเด็กและผู้ใหญ่ร่วมกันกระทำผิด ซึ่งต้องแยกสำนวนส่งฟ้องศาลตามสถานะบุคคล จึงยืนยันว่าตำรวจดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างถูกต้อง ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวน ฝ่ายผู้ต้องหาสามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้

สำหรับข้อสงสัยเรื่องความเกี่ยวข้องของพันตำรวจเอกภาคภูมิ และนายสามารถ พลตำรวจโทไตรรงค์ ระบุว่า การพิจารณาความผิดต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก โดยพันตำรวจเอกภาคภูมิ เป็นผู้ริเริ่มนำหลักฐานมาแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่นายสามารถ ซึ่งถูกซัดทอดว่าเป็นผู้นำทองคำมาให้ สามารถนำพยานหลักฐานมาชี้แจงจนพนักงานสอบสวนเชื่อได้ว่า ไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิด จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

นอกจากนี้ พลตำรวจโทไตรรงค์ ยังเปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับที่มาของคลิปเสียงว่า นายสามารถเป็นผู้นำคลิปเสียงดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่านายสามารถเป็นผู้บันทึกเสียงการสนทนาไว้

พร้อมทิ้งท้ายถึงข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ดัดแปลงเสียงว่า พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีกระบวนการตรวจสอบที่แน่ชัด ไม่สามารถอ้างอิงเพียงความเห็นส่วนตัวได้ และเชิญชวนให้สื่อมวลชนนำคลิปเสียงที่ฝ่ายทนายสร้างจากปัญญาประดิษฐ์มาเปรียบเทียบกับคลิปเสียงของตำรวจ เพื่อพิสูจน์ความแตกต่างด้วยตนเอง โดยย้ำว่า หากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามีข้อสงสัย สามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้ตามกระบวนการยุติธรรม

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีสินบนทองคำผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และบางส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมองว่าเป็นการเบี่ยงเบนหรือผิดไปจากข้อเท็จจริง โฆษก ตร. ขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว หรือแสดงความคิดเห็นในเชิงที่อาจทำให้บุคคลหรือฝ่ายใดเสียหาย

ส่วนเพจเฟซบุ๊ก หรือกลุ่มบุคคลที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะมุ่งโจมตีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการรวบรวมข้อมูลหลักฐานไว้เพื่อดำเนินการต่อไป

Related Posts

Send this to a friend