WORLD

‘ผศ.ดร.ยาสมิน’ เชื่อสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะยืดเยื้อหาจุดเจรจายาก

‘ผศ.ดร.ยาสมิน’ เชื่อสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะยืดเยื้อหาจุดเจรจายาก แต่ยังไม่ยกระดับเป็นสงครามระดับภูมิภาค ไทยมีท่าทีเป็นกลางแต่ต้องกล้าหาญแสดงจุดยืนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

วันนี้ (5 มี.ค. 69) The Reporters สัมภาษณ์​ ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิเคราะห์สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งดำเนินมา 5 วันแล้ว นับจากวันที่ 28 ก.พ.69

ผศ.ดร.ยาสมิน กล่าวว่า สงครามรอบนี้ แตกต่างจากสงคราม 12 วัน ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว สิ่งแรกคือครั้งนี้ สหรัฐอเมริกา เริ่มเปิดฉากเอง และอิหร่านได้รับผลกระทบในบริเวณกว้าง และหนักกว่า โดยเฉพาะการสังหารผู้นำสูงสุด เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ที่สำคัญมาก อิหร่านจึงทบทวนแนวทางและตอบโต้มากกว่าครั้งที่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะอิสราเอล แต่กระจายตัวไปประเทศอ่าว

“วันนี้มีการยิงไปที่อิรัก และกำลังจะยิงต่อไปตุรกี แต่สกัดกั้นได้ก่อน รมว.ตปท.ตุรกี ก็ยกหูถึงอิหร่านไม่ให้กระจายตัว ในขณะที่อิหร่านสู้หลังพิงฝา เดิมพันครั้งนี้สูงสำหรับอิหร่าน ถ้าแพ้อาจจะนำไปสู่ความกังวลว่าต่อการเปลี่ยนโครงสร้างการปกครอง ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐ มองว่าไม่ได้มองว่าง่าย เหมือนกรณีอิรัก เพราะอิหร่านเองมีความเป็นสถาบันมากกว่า”

  • การเปลี่ยนระบอบปกครอง Regime Change ไม่ได้ถูกยกมาเป็นเป้าหมายหลักแล้ว

ผศ.ดร.ยาสมิน เห็นว่า การเปลี่ยนระบอบปกครอง Regime Change ถ้าเห็นล่าสุด มีเอกสารที่สหรัฐฯ ได้ให้เหตุผลกับคนในประเทศ เอกสารจากทำเนียบขาว ที่ทรัมป์ประกาศจะเปลี่ยนระบบการปกครองของอิหร่าน แต่เอกสารล่าสุด ไม่ได้พูดเรื่องนี้ อ้างเรื่องทำลายศักยภาพทางด้านโอกาสในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นโจทก์ที่น่าสนใจว่า การเปลี่ยนระบอบปกครอง Regime Change ไม่ได้เป็นประโยชน์กับสหรัฐ และการใช้อำนาจของสหรัฐ ไปเปลี่ยนการเมืองของประเทศอื่น ไม่ควรได้รับการยอมรับในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสากล สิ่งนี้สหรัฐฯ คงมองว่าเขาถูกวิจารณ์ในเรื่องนี้ การเมืองข้างในของสหรัฐฯ อาจจะไม่เห็นชอบ

“เป้าหมายการเปลี่ยนระบอบปกครอง อาจไม่ถูกยกมาเป็นเป้าหมายหลัก แต่ยังไม่บอกว่าท่าที่ของสหรัฐฯ จะลดลง เพราะเห็นปฏิบัติการของสหรัฐฯ หลายอย่างดำเนินการ เริ่มมีการใช้ประเด็นศาสนา ทำให้กองทัพเริ่มฮึกเหิม กับสงครามในครั้งนี้ น่าตั้งคำถาม ที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการ ครั้งนี้สหรัฐอเมริกา อาจไม่คาดการณ์ ว่าเสียฐานทัพในตะวันออกกลาง และกระทบมากขนาดนี้”

ผศ.ดร.ยาสมิน คาดการณ์ว่าสงครามครั้งนี้จึงอาจไม่ยุติ แต่ต้องรอดูการลงคะแนนของวุฒิสภา สหรัฐฯ จะให้ทบทวนปฏิบัติของทรัมป์ ควรจะยุติไหม เพราะไม่ได้ผ่านสภาคองเกรส ซึ่งล่าสุดวุฒิสภาสหรัฐฯ ตีตกเรื่องนี้ไปแล้ว

“สงครามนี้จึงยังไม่ยุติในเวลาอันใกล้ และการปิดช่องแคบฮอร์มุช ไม่ได้เป็นสัญญาณเชิงบวก และทิศทางของอิหร่าน ออกมาชัดเจนไม่ได้พร้อมเข้าสู่การเจรจา เป็นปัจจัยสำคัญมากว่า ท่าที่ของ 2 ฝั่งในทางความขัดแย้ง ยังไม่สุกงอม ว่าไม่อยากสูญเสีย จนเข้าสู่การเจรจา”

  • สถานการณ์จะยืดเยื้อ ยังไม่เห็นสัญญาณความขัดแย้งสุกงอมจนเข้าสู่การเจรจา

ผศ.ดร.ยาสมิน ระบุว่า ยังไม่ได้เห็นสัญญาณว่าการสู้รบจะยุติลงได้ แต่ไม่ได้คิดว่าจะยาวไปถึง 4 สัปดาห์อย่างสหรัฐฯ บอก เพราะคิดว่าโจทย์สำคัญ รัฐต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสมการ เห็นท่าทีที่ค่อนข้างมีสัญญาณเชิงบวก แม้รัฐอ่าวจะโดนยิง เขามีโอกาสตอบโต้ แต่ยังไม่ได้เห็นว่าในฝั่งประเทศอ่าว จะใช้การโต้กลับอิหร่าน อาจมีหลายเหตุผลที่สำคัญ เขาอาจไม่ได้ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย หรือขัดแย้งระดับภูมิภาคก็ได้ เช่นเดียวกับท่าทีของอังกฤษ หลังโดนโจมตีในไซปรัส ก็ถอย จากท่าทีแรก ๆ เหมือนจะร่วมกับสหรัฐฯ แต่ปรับท่าทีไม่ได้มาร่วมแล้ว

  • Pandora’s Box ในความหมายของอิหร่าน

จากการแถลงของเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ที่ระบุว่า การกระทำก่อการร้ายอย่างร้ายแรงของสหรัฐฯ และอิสราเอลยังเป็นการเปิดกล่องแพนโดร่า-Pandora’s Box ที่เป็นอัตรายนั้น

ผศ.ดร.ยาสมิน อธิบายความว่า ถ้าสมมติการที่โลกยอมรับ และไม่ปฏิบัติการใดๆ กับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นการเริ่มจากอิสราเอล และอิหร่านให้เหตุผลว่าการตอบโต้กลับเป็นการปกป้องตัวเอง และยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าอิหร่าน ไม่มีนิวเคลียร์ จริง ก็จะเป็นปฏิกิริยาโต้กลับว่าสิ่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอล ทำนั้นเหมือนการเปิดกล่องแพนโดร่า

“Pandora’s Box ในความหมายอิหร่าน อาจหมายถึงการทำให้ปฏิบัติการเหล่านี้ กระจายตัวไปพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับ อิสราเอล ที่ผ่านมาประเทศที่อาจจะมีบทบาทในการต่อต้านอิสราเอล ก็คืออิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทางอิสราเอล มองว่าภัยคุกคามคืออิหร่านประเทศกลุ่มอ่าวไม่ได้เห็นด้วยกับอิสราเอล แต่ด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นกับสหรัฐฯ ก็อาจไม่ใช่ภัยคุกคามขนาดนั้น แต่ถ้าอิหร่านได้รับผลกระทบ และได้ผล สหรัฐฯ อาจจะโดมิโนไปประเทศอื่น ที่เห็นด้วยกับอิหร่าน และคนที่ร้อนๆ หนาวคือ ตรุกี ที่อิสราเอลก็ไม่ค่อยพอใจ อาจเกิดโดมิโนเอฟเฟ็กซ์ ไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ได้”

ผศ.ดร.ยาสมิน กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้ยังมีมติความเชื่อทางศาสนา และเรื่องอื่น ๆ ประกอบ เห็นได้จากท่าทีของสหรัฐฯใช้วิธีการไป หนุน กลุ่มชาวเคิร์ธ เป็นวิธีเดียวที่ทำกับซีเรีย ซึ่งตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ สหรัฐฯ เชื่อว่าคนอิหร่านจะออกมาต่อต้าน แต่เรายังไม่เห็นสิ่งนี้ จึงเริ่มมียุทธศาสตร์อื่น เช่น ไปหนุนชนกลุ่มน้อย ที่คับข้องใจกับตะวันออกกลาง จึงใช้ยุทธศาสตร์นี้ และอาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ทำให้เกิดการบานปลาย ถึงขั้นที่เกิดในซีเรียอาจจะยาก

  • ยังเป็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ไม่ขยายเป็นสงครามระดับภูมิภาค

ผศ.ดร.ยาสมิน ระบุว่า เวลานี้ยังเป็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ- อิสราเอล และอิหร่าน ยังไม่ยกระดับเป็นสงครามระดับภูมิภาค และหลายประเทศ อยากให้เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะทิศทางประเทศกลุ่มอ่าว มุ่งไปพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะพลังงาน การเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาค เชื่อว่าจะทำให้กระทบเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอ่าว และการปิดช่องแคบฮอร์มุส ก็เพื่อกดดันกลุ่มอ่าวและนานาชาติ เช่น ญี่ปุ่น จีน นำไปสู่ข้อสันนิษฐานของหลายคน หรือสหรัฐฯเอง ก็อยากเห็นบทบาทจีนในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นที่น่าติดตามว่าจุดยืนของจีนและรัสเซีย จะเป็นอย่างไร

  • ปัจจัยที่จะช่วยยุติสงครามครั้งนี้

ผศ.ดร.ยาสมิน ระบุว่า อาจมีปัจจัยที่ทำให้เหตุการณ์หยุดได้ ซึ่งอาจทำให้ถึงจุดที่คุยกันได้ ส่วนตัวมองว่า เป็นปัจจัยการเมืองภายในสหรัฐฯ น่าจะเป็นเหตุผลหลัก เพราะใกล้เลือกตั้งมิดเทอม ประธานาธิบดีทรัมป์ แม้คาดเดาได้ แต่ถ้าสังคมอเมริกัน ไม่เห็นด้วย ถ้าการเมืองภายในกดดันทำให้ สหรัฐฯ ต้องออกจากสมการนี้ก็เป็นไปได้ อาจจะให้เหลือ เฉพาะอิสราเอล กับ อิหร่าน เหมือนปีที่แล้วซึ่งสุดท้ายเข้าสู่กระบวนการที่สองฝ่ายจะหยุดยิงภายใน 12 วัน เหมือนที่เกิดขึ้นครั้งก่อน

“แต่ครั้งนี้อาจดูปัจจัยที่อิหร่านไม่ยอมแพ้ ถ้าดูจากวันนี้การเจราหยุดยิงยังเป็นไปได้ยาก”

และปัจจัยที่เป็นตัวช่วยคือมีหลายประเทศ พยายามจะคุยกันในเชิงพยายามทำให้สองฝั่งกลับสู่การเจรจา หยุดยิง ตัวละครที่พูดคุยทั้งสองฝั่ง มีความพยายามทั้ง ยุโรป ตุรกี โอมาน ก็พยายามดึง 2 ฝั่ง ให้ได้พูดคุยกัน

  • ห่วงสงครามข่าวสารและเตรียมพร้อมภัยก่อการร้าย

ผศ.ดร.ยาสมิน เป็นห่วงเรื่องสงครามข่าวสาร เพราะต่างฝ่ายใช้สื่อของตัวเองอย่างหนัก ต่างให้ความชอบธรรมต่อสถานการณ์จากมุมตัวเอง ดังนั้นคนไทยในฐานะผู้ติดตามต้องมีวิจารณญาณในการติดตามข่าวสาร ข่าวจริง หรือ ข่าวปลอม และลุกลามกลายเป็นความรุนแรง ซึ่งอาจไม่ได้เกิดในไทย แต่ในฝั่งปากีสถาน ที่ชุมชนซีอะห์ ประท้วงสถานทูตอเมริกา ก็ทำให้เห็นอันตรายแล้ว

ส่วนภัยก่อการร้าย เริ่มเห็นบ้างในหลายกรณี แต่มันอาจจะไม่ชัดเท่าช่วงหลังสงครามอิรัก หรือสงครามอัฟกานิสถาน ว่าเหตุการณ์นี้จะบานปลายไหม และกรณีที่สหรัฐฯ ไปละเมิดสิทธิอื่น ๆ อาจจะรอดูว่าเป็นอย่างไร

“สิ่งที่น่าสนใจคือครั้งนี้อิสราเอล สูญเสียความชอบธรรมอย่างมาก จากปฏิบัติการนี้ อาจเป็นสัญญานที่ดีต่อการกดดันไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอล เพราะ การโจมตีโรงเรียน เด็กนักเรียนที่สูญเสีย ทำให้ผู้คนไม่ได้เห็นด้วยกับการมุ่งเป่า กลุ่มผู้เปราะบางซึ่งผิดหลักกฎหมายมนุษยธรรม”

  • ยังต้องเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์นี้ทำให้นักวิชาการสำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกตั้งคำถามอย่างมากต่อการจัดระเบียบโลกใหม่ และวิธีคิดของโลก แม้กระทั่ง UN ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เราจะทำอย่างไรให้กลับมาสู่โลกภายใต้กฎระเบียบ ไม่ใช่วิถีของการอยู่รอด ภัยคุกคามกับสังคมโลก จะสูงขึ้น อย่างที่เคยเห็นในประวัติศาสตร์ แต่เรายังอยากจะเชื่อว่ามันต้องมีคนที่จะช่วยให้กลับมาสู่กฎระเบียบสากล

  • บทบาทไทยต้องเป็นกลางที่สุดแต่ต้องกล้าหาญแสดงจุดยืนตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ผศ.ดร.ยาสมิน กล่าวว่า ประเทศไทยเองคล้ายหลายประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามนี้ เราจึงต้องทำให้ตัวเองเป็นกลางที่สุด อย่างที่ทราบไทยก็มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับอิหร่าน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ไทยยังคงจำเป็นต้องแสดงจุดยืนที่ไม่ได้เป็นฝั่งตรงข้ามกับสหรัฐ ฯ แต่ต้องกล้าแสดงจุดยืนที่ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ

“อย่างความคิดเห็นของนักวิชาการหลายท่าน ถ้าเราจะนำไทยกลับมาสู่เรดาห์โลก ที่เราเห็นหลายประเทศ คือการที่เรายึดมั่นใน Rule based international เราต้องกล้าหาญที่จะบอกว่าสิ่งไหนขัดกฎหมายระหว่างประเทศ เราต้องมีท่าทีที่ชัดเจนต่อเรื่องนี้แต่ไม่ทำลายความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย” ผศ.ดร.ยาสมิน กล่าวย้ำ

Related Posts

Send this to a friend