POLITICS

’พิพัฒน์‘ สั่งสอบสาเหตุ​เครนถล่มใส่รถไฟ​ -​ ทางยกระดับพระราม 2 ได้ข้อสรุปใน​ 1 สัปดาห์​

’พิพัฒน์‘ สั่งสอบสาเหตุ​โครงการรถไฟความเร็วสูง​ สีคิ้ว​ -​ ทางยกระดับพระราม 2 ได้ข้อสรุปใน​ 1 สัปดาห์​ ก่อนหารือแนวทางบอกเลิกสัญญา​ บอก ​“หากเกิดเหตุอีกคงรับแรงกดดันไม่ไหว​ กลับบ้านเลี้ยงหลาน”​ ย้ำ​ มีแบล็ก​ลิสต์​แน่​ ชี้​ รมต.มีหน้าที่แค่เป็นพยาน​ -​ เสนอใช้งบ​ โว ช่วงนี้ ‘ภูมิใจไทย‘ เรตติ้งดี​ อาจถูกเตะตัดขา

วันนี้ (15 ม.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการบอกเลิกสัญญากับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี​ วันนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2-3 ชุด​ ทั้งจุด อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และถนนพระราม 2 เนื่องจากไม่เหมือนกัน และยังมีการตั้งกรรมการ เพื่อหาข้อเท็จจริงให้ได้ภายใน 7 วัน

หลังจากนั้น ก็ต้องหาวิธีบอกเลิกสัญญาให้ได้ ส่วนโครงการที่ยังเหลืออยู่ 12 -​ 13 สัญญา ขอให้หยุดการดำเนินการในช่วงนี้ โดยขอเอาฝ่ายวิศวกรรมสถานของกระทรวงคมนาคมเข้าไปตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัย แต่ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด เพื่อกำกับดูแลในการทำงานอีกชั้นหนึ่ง และจะต้องหารืออีกครั้งหนึ่งว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีค่าคอนเซาท์อยู่ แต่เป็นเพียงการเสริมความมั่นใจของสาธารณะในส่วนนี้ เนื่องจากใน 2 กรณีที่เกิดขึ้นใน​ 2 วัน​ ตนเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่บังเอิญ ขนาดนี้​ ในโลกนี้ก็มีแค่ประเทศไทย​ และที่สำคัญ คือ ผู้รับเหมาเป็นรายเดียวกัน

นายพิพัฒน์​ ยังระบุอีกว่า​ ต้องรอรายละเอียดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับกี่หน่วยงาน ซึ่งหากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดก็ต้องดำเนินคดีเป็นทอดๆ ไป โดยเฉพาะผู้รับเหมาก็ส่วนหนึ่ง ผู้รับเหมาช่วงก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งตนคิดว่ามีองค์ประกอบในหลายส่วน​ เพราะฉะนั้นคนยังไม่สามารถที่จะตอบได้ ว่าการดำเนินคดีจะเป็นลักษณะกี่คดี​ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

นายพิพัฒน์​ ระบุอีกว่า ได้มีการสั่งให้ 13 โครงการที่ยังเหลืออยู่ระงับการก่อสร้างในทันทีจนกว่ากระทรวงคมนาคม จะอนุญาตให้ปฏิบัติงานได้ และมีความปลอดภัย เนื่องจากตนคงรับแรงกดมากกว่านี้ไม่ไหว​ ไม่ใช่เมื่อวานเคส 1 วันนี้เคส 1 อีก 1-2 วันอีกเคสหนึ่ง​ ถ้ามีอีกคงต้องกลับไปบ้านเลี้ยงหลาน

นายพิพัฒน์​ ยืนยันว่า​ การบอกสัญญาจะต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าอยากจะยกเลิกก็ยกเลิกได้ การยกเลิกสัญญายอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม​ ในฐานะเจ้าของงาน แต่การบอกเลิกคู่สัญญาจริงๆ คือกรมบัญชีกลาง ซึ่งในส่วนคมนาคมคงต้องทำในหน้าที่ที่สามารถทำได้​ และการขึ้นบัญชีดำเป็นส่วนที่ต้อง ดำเนินการต่อเนื่องทันทีและการถูกลดชั้น​ ไม่สามารถประมูลงานอีกได้ไหมเมื่อไหร่ ต้องพูดคุยกับกรมบัญชีกลางอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อผู็สื่อข่าวถามว่า แต่จะไม่ถึงขั้นขึ้นบัญชีดำเป็นการถาวร ไม่ให้สามารถรับงานรัฐอีกได้ใช่หรือไม่​ นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ ต้องดู ไม่ใช่ว่าผิดโครงการนี้ แล้วไปพาลโครงการอื่น เพราะหากโครงการอื่นดำเนินการแล้วไม่ได้ผิดอะไร เนื่องจากบริษัทนี้ก็ไม่ได้มีงานชนิดเดียว หรือลักษณะเดียว​ งานก่อสร้างของรฟท.ก็ส่วนหนึ่ง ทางยกระดับของกรมทางหลวงก็ส่วน​ ซึ่งไม่เหมือนกัน​ แต่ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป พร้อมยืนยันว่าขึ้นแบล็คลิสแน่นอน​ และในอนาคตคงต้องเชิญผู้บริหารระดับสูงของ บ.อิตาเลียนไทยมาหารือเหตุการณ์​ ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลายกรณีตั้งแต่ตึกสตง.ถล่ม​

เมื่อถามว่าจากกรณีเหตุการณ์อ.สีคิ้ว ถูกขุดภาพการลงนามสัญญาในสมัยที่นายศักดิ์สยาม​ ชิดชอบ​ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม​ นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ ในวันพรุ่งนี้ (16 ม.ค.69) ตนจะไปดู ว่า​ โครงการที่ อ.สีคิ้ว เป็นการลงนามในยุคของนายศักดิ์สยาม​ หรือไม่ แต่ตนเชื่อว่าการลงนามไม่ว่าจะเป็นในยุคใด รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นเพียงพยาน​ เพราะฉะนั้นการเป็นรัฐมนตรีในฐานะเจ้ากระทรวงจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และการลงนามในแต่ละปีไม่ใช่มีแค่ครั้งเดียว ซึ่งในส่วนของกระทรวงคมนาคม มีการลงทุนกว่าแสนล้านในแต่ละปี​ ฉะนั้นจะมีโครงการเล็กบ้างใหญ่บ้าง ซึ่งรัฐมนตรีก็มีส่วนในการรับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้เสนออนุมัติงบประมาณ แต่ไม่ใช่ผู้ลงนามในแต่ละสัญญา ดังนั้นต้องไปย้อนดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหน่วยงานใดเป็นผู้ลงนาม ส่วนในการประมูลต้องผ่านกรมบัญชีกลาง​พิจารณาว่าหน่วยงานใดเหมาะสมที่จะรับผิดชอบ ในการรับงานประมูลนั้นไปเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำจำเป็นจะต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจ

นายพิพัฒน์​ กล่าวอีกว่า​ การลงนามในสัญญาใครเป็นผู้ลงนามไม่ใช่เรื่องสำคัญ พร้อมยกตัวอย่าง คนเป็นรัฐมนตรีในยุคนั้นและนับต่อไปอีก 20 ปี​ โครงการนั้นเกิดพังถล่มลงมา​ เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆสามารถเกิดขึ้นได้ จึงอยากให้ดูที่เนื้องานอย่าเจาะจง ว่าเป็นความผิดของใคร หรือเอาทุกสิ่งทุกอย่าง มาเป็นมิติการเมือง​ ซึ่งตรงเข้าใจดีว่าก่อนการเลือกตั้ง มักจะมีความพยายามดิสเครดิตของแต่ละฝ่ายเกิดขึ้น

“ขอเรียนตามตรง​ พวกเราทำงานตรงไปตรงมา พวกเราอยู่ในเนื้องานในหน้างาน​ เนื้องานการเมืองก็ขอให้ไปอยู่ในเนื้องานการเมือง เพราะฉะนั้นการต่อสู้ อย่าเอาปัญหาของการเมือง มายุ่งกับการทำงานของแต่ละกระทรวงขอความกรุณาครับ” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์​ กล่าวอีกว่า​ ช่วงนี้พรรคภูมิใจไทยอาจจะมีเรตติ้งดี อาจจะมีการเตะตัดขากันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้กังวล​ เกมก็คือเกม ไม่ใช่ปัญหา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็ต้องแก้ไข​ อย่างตัวของตนขณะนี้ ก็ไม่รู้ว่าถูกวิจารณ์ไปถึงไหน จึงต้องบอกตรงไปตรง ว่าตนพร้อมรับผิดชอบ​

Related Posts

Send this to a friend