‘อนุทิน’ ชูโซลาร์ประชาชนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานลดพึ่งนำเข้า เดินหน้าลดภาษี E20-B20
‘อนุทิน’ ชูโซลาร์ประชาชนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานลดพึ่งนำเข้า เดินหน้าลดภาษี E20-B20 หนุนเกษตรกร ย้ำ ลดภาษีน้ำมันยกแผงไม่ได้กระทบรายได้รัฐ-วินัยคลัง ชี้เงินกู้เบิกตามใช้จริง เร่งปลดล็อกกฎดึงทุนไฮเทคยกระดับแรงงานไทย
วันนี้ (31 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ว่าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยค่าไฟระยะสั้น โดยตั้งเป้าระยะแรก 1 ล้านครัวเรือน สนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท ซึ่งโครงการนี้จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบและพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ขณะที่ประเทศมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนทั้งแสงอาทิตย์ ลม ขยะและวัสดุการเกษตร หากดึงมาใช้มากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานโลก
“ประเทศไทยเราต้องเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการลดการพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันดิบ ฟอสซิลอย่างเดียว ถ้าเราสามารถพึ่งพาสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้มากที่สุด แสงอาทิตย์แดดส่องทุกวันอยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าหากครัวเรือนผลิตไฟได้เองจะช่วยลดค่าไฟที่ต้องซื้อจากระบบ ขณะที่ไฟส่วนเกินสามารถขายคืนให้การไฟฟ้าได้กลายเป็นรายได้เพิ่มเติมของครัวเรือน พร้อมลดความจำเป็นที่ระบบไฟฟ้าต้องพึ่งกำลังผลิตใหม่ทั้งหมดจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นประโยชน์ทั้งระดับบ้านและต้นทุนพลังงานประเทศ
ในด้านวินัยการคลัง กรอบเงินกู้ตาม พ.ร.ก.200,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลเบิกเงินทั้งหมดมาใช้ทันที โครงการโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือนใช้วงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท หากมีผู้ใช้สิทธิน้อยกว่าเป้าหมายเงินส่วนที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องเบิกและยังไม่เกิดภาระดอกเบี้ยจนกว่าจะดึงเงินมาใช้จริง
“เงินกู้นี้เราจะใช้ก็ต่อเมื่อมีคนใช้ ไม่ได้มีภาระดอกเบี้ยก็ไม่ต้องจ่ายจนกว่าจะ draw ออกมาใช้” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินยังได้เชื่อมการเปลี่ยนผ่านพลังงานกับมาตรการลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 โดยระบุว่ารัฐบาลต้องการสร้างส่วนต่างราคาให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันชีวภาพเพิ่มขึ้นช่วยลดต้นทุนการใช้เครื่องจักรและขนส่งของเกษตรกร พร้อมเพิ่มความต้องการปาล์มน้ำมัน อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีน้ำมันทุกประเภทพร้อมกัน โดยชี้ว่าน้ำมัน 91 และ 95 ยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า หากลดภาษีทั้งหมดรัฐต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นเงินที่ต้องใช้พัฒนาถนน ระบบป้องกันน้ำท่วม เยียวยาประชาชนและจัดบริการสาธารณะด้านอื่น จึงต้องเลือกมาตรการที่ช่วยประชาชนโดยไม่สร้างภาระการคลังเกินจำเป็น
นายอนุทินกล่าวว่าอีกด้านหนึ่งรัฐบาลกำลังเร่งสร้างฐานการเติบโตใหม่จากการลงทุน โดยได้ใช้เวลาพบนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศโดยตรงเพื่อถามถึงอุปสรรคที่ทำให้ตัดสินใจลงทุนยากขึ้น ไม่ได้พบเพียงเพื่อรับฟังข้อเสนอแต่ต้องการนำปัญหาจริงกลับมาแก้กับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบอุตสาหกรรมใหม่
นายกรัฐมนตรีเล่าในรายการถึงกรณีนักลงทุนในจังหวัดปราจีนบุรีที่ติดข้อจำกัดก่อสร้างอาคารพักอาศัยสำหรับแรงงาน ทั้งเรื่องความสูง จำนวนห้องและขนาดพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจะกลับไปตรวจสอบที่มาของกฎระบุว่าหากเป็นข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและพื้นที่ต้องหาทางปลดล็อกโดยไม่ละเลยข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
ขณะเดียวกันนักลงทุนในธุรกิจไฮเทคที่เข้าพบนายกรัฐมนตรีมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2030 โดยลงทุนไปแล้วราว 80,000 ล้านบาท นักลงทุนมองจุดแข็งของไทยอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ แหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้และบุคลากรที่พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
“คำหนึ่งที่เขาไม่พูดเลยคือแรงงานคุณถูก เขาพูดว่าเดี๋ยวนี้ระบบการศึกษา พื้นฐานการเข้าถึงเทคโนโลยี ความเข้าใจด้าน AI ความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เยาวชนไทย นักศึกษาไทยอยู่ในมาตรฐานที่เขารับได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายอนุทินกล่าวว่าจุดเปลี่ยนสำคัญคือไทยไม่ควรแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียวแต่ต้องดึงการลงทุนที่นำซัพพลายเชน การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดความรู้และการยกระดับทักษะเข้ามาด้วย โดยรัฐบาลจะคัดกรองสัดส่วนแรงงานต่างชาติ ให้การลงทุนใหม่สร้างงานแก่คนไทยและใช้ BOI เป็น One Stop Service แก้ปัญหาให้ผู้ลงทุนภายใต้กรอบกฎหมาย
ในภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการเครดิตเทอมเพื่อให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ผู้ประกอบการเร็วขึ้น โดยสินค้าเกษตรกำหนดไม่เกิน 30 วันขณะที่สินค้าทั่วไปไม่เกิน 45 วัน เป้าหมายคือช่วยสภาพคล่อง SME และลดแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าโครงสร้างเศรษฐกิจระยะต่อไปต้องเดินพร้อมกันทั้งพลังงาน การลงทุน เทคโนโลยีและเกษตร โดยการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดอุดรธานีในสัปดาห์หน้า รัฐบาลเตรียมนำวาระแห่งชาติด้านการเกษตรไปหารือและวางนโยบาย เนื่องจากอุดรธานีเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและรัฐบาลต้องการยกระดับภาคเกษตรเป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ
โดยท่ามกลางความไม่แน่นอนและความขัดแย้งหลายจุดทั่วโลกความมั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ประเทศไทยยังมีฐานการผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์และมีศักยภาพส่งอาหารไปยังหลายภูมิภาคของโลก จึงเป็นโอกาสเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้กลับลงไปถึงภาคเกษตร
หากไทยสามารถวางโครงสร้างให้ความมั่นคงทางอาหารเชื่อมกับตลาดโลกได้ผลประโยชน์ต้องลงไปถึงเกษตรกรไม่ใช่หยุดอยู่เพียงตัวเลขส่งออก โดยความหมายของคำว่าเกษตรกรรวยในมุมรัฐบาลคือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ มีเงินออมตามฐานะและไม่ต้องอยู่กับภาวะหนี้ครัวเรือนจนชักหน้าไม่ถึงหลัง
“ในขณะที่คุณขายน้ำมันเราแต่คุณผลิตอาหารได้สู้เราไม่ได้ ในความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นนึกถึงประเทศไทย เราเป็นประเทศที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งทางด้านอาหาร” นายอนุทินกล่าว














