‘อนุทิน’ ลั่นไม่หนีซักฟอก เจอกัน ธ.ค.นี้ ยัน รัฐบาลเสถียรภาพแน่น
‘อนุทิน’ ลั่นไม่หนีซักฟอก เจอกัน ธ.ค.นี้ ยัน รัฐบาลเสถียรภาพแน่น ชูบ้านเมืองมาก่อนการเมือง เอาจริงฟ้องแชร์ข่าว ‘ค่าน้ำชา 7 ล้าน’ ย้ำ วิจารณ์ผลงานได้ แต่กล่าวหาไร้หลักฐานไม่ได้ ยังไม่เปิดด่านกัมพูชาจนกว่าไทยได้เงื่อนไขที่ควรได้
วันนี้ (31 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงสถานการณ์การเมืองและศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบและพร้อมเข้าสภาในเดือน ธ.ค.หลังการหารือกำหนดเวลาในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้
นายอนุทินกล่าวว่าเดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้วถึงขั้นกำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปราย เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภาแต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัวกลับมีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลหนีสภาซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
“ไม่เคยหนีครับ จริง ๆ ณ ขณะนี้เราควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาเพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทุกคนผมสั่งไว้แล้วว่าห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการเดินทางไปต่างประเทศของตนเองมีเหตุผลจากภารกิจประเทศ เพราะการพบผู้นำและนักลงทุนด้วยตัวเองมีน้ำหนักต่างจากการมอบหมายบุคคลอื่น พร้อมยกผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งการลงทุน การส่งออกและการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ารัฐบาลต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศควบคู่กับการเมืองในสภา
พร้อมย้ำจุดยืนว่าไม่ว่ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะเห็นต่างกันเพียงใด การบริหารประเทศต้องมาก่อนเกมการเมือง โดยมองว่าการเมืองสำหรับตนไม่ใช่แม้แต่ลำดับสองแต่เป็นเรื่องท้าย ๆ หากต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางการเมืองกับภารกิจที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจะเลือกอย่างหลัง
“อย่างไรก็ตามความเป็นรัฐบาล ชอบหรือไม่ชอบ บ้านเมืองต้องมาก่อน การเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องลำดับสองด้วยนะ สำหรับผมลำดับท้าย ๆ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
สำหรับกรณีฝ่ายค้านอาจเลือกอภิปรายรัฐมนตรีบางพรรคและมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเป้าหมายกระทบความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่าจะคิดอย่างไรก็ได้แต่รัฐบาลยังมีเสถียรภาพและตนไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใครหรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายตนเพียงคนเดียวก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว
พร้อมกันนี้นายอนุทินยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลที่กล่าวหาว่ามีเงิน 7 ล้านบาทเข้าบัญชีธนาคารในลักษณะค่าน้ำชา โดยแยกชัดระหว่างการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลกับการกล่าวหาเรื่องทุจริตหรือผลประโยชน์ที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ
นายกรัฐมนตรีระบุว่าหากถูกวิจารณ์ว่าบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ ทำตามนโยบายไม่ได้หรือทำงานผิดพลาด ตนพร้อมรับการตรวจสอบและจะไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องแต่กรณีกล่าวหาว่ารับเงิน 7 ล้านบาทเป็นคนละเรื่อง เพราะไม่ใช่การตรวจสอบการบริหารแต่เป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและทำให้สังคมเข้าใจผิด
“ถ้ามาหาว่าอยู่ดี ๆ ผมมีเงิน 7 ล้านไปในบัญชีธนาคารกสิกรไทยเพื่อเป็นค่าน้ำชา อย่างนี้ผมฟ้อง เพราะอย่างนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการตรวจสอบการทำงานของผมนี่เป็นเรื่องของการกล่าวหา ให้ร้าย หมิ่นประมาท” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายอนุทินยังกล่าวถึงมาตรฐานการทำงานของฝ่ายค้าน โดยยกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นตัวอย่างว่าแม้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและวิจารณ์รัฐบาลอย่างเต็มที่แต่ยังให้เกียรติกันและไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย พร้อมมองว่าการตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วาทกรรมด้อยค่าหรือบูลลี่บุคคล
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเปิดด่านเมื่อใดและยังไม่มีแนวโน้มฟื้นความสัมพันธ์กลับสู่ระดับเดิมจนกว่าประเด็นที่ไทยเห็นว่าจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขจะมีความชัดเจนทั้งเรื่องพื้นที่ทางบก พื้นที่ทางทะเล ปัญหาสแกมเมอร์และความปลอดภัยของคนไทย
นายอนุทินกล่าวว่าการปิดด่านดำเนินมาระยะหนึ่งแล้วและรัฐบาลยังต้องพิจารณาผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะการป้องกันสินค้าหรือผลผลิตเกษตรผิดกฎหมาย การสกัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติรวมถึงเงื่อนไขด้านความมั่นคงก่อนจะเดินหน้าไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์ในระดับเดิม
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทำงานตามทิศทางที่วางไว้ไม่เปลี่ยนนโยบายเพราะแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภาแต่ทุกฝ่ายควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและไม่ทำให้เกมการเมืองอยู่เหนือประโยชน์ของประเทศ














